ผู้ชายนุ่มนิ่มคนนี้เป็นของเธอนะ,เก้งน่ะเติมได้ แต่ห้ามเกินวันละสองครั้ง เดี๋ยวมีผลต่อหัวใจ!!
เรื่องของเรื่องก็เพราะ ‘นวพรรษ’ ผียังไม่มัว ให้ควงไปงานแต่ง
ใด ๆ ก็ไม่ร้ายเท่า คนสวย คนน่ารัก คนหุ่นดี เซกซี แถมยังฮอตเว่อร์ ตอนนี้จะยัง ‘โสด!’
ผู้ชายที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเธอ ล้วนแล้วแต่ ‘เผ่น’ ออกไป...
นวพรรษก็ไม่เข้าใจ ทำไมล่ะ ทำไม?
แต่ไม่เป็นไร เพราะเธอยังมี ‘เขา’ ชายเพียงคนเดียวที่ผ่านเข้ ามาและยังอยู่ในชีวิต
‘สาลิ’ รุ่นพี่ คนหล่อ คนดี๊ย์ดี แปดเก้าปีที่มีกันและกัน มันดี มันเริ่ดมาก ก็แหม เขาคือผู้ชายในฝัน... แต่ในชีวิตจริง สาลิเป็นของต้องห้าม เพราะคงไม่มีวันที่ผีจะผลักให้เก้งมารักกันกับชะนี!
นวพรรษ คนดี คนเก่ง คนสวย เลยต้องหาทางทลาย ‘คาน’ ให้ตัวเอง!
แล้วฟ้าก็ประทานรถไฟขบวนสุดท้ายให้มาเทียบรออยู่ตรงหน้า
แต่ปัญหาดันอยู่ที่หัวใจไม่สัมพันธ์กับสมองนี่น่ะซี
เฮ้อ... ที่นี้จะให้ทำยังไง
เมื่อสมองสั่งให้มองคนใหม่ที่น่าจะ ‘ใช่’ แต่หัวใจดันอยาก ‘เติมเกย์!’
******
เมื่ออยู่ดี ๆ รถไฟสองขบวนก็วิ่งเข้าชานชาลาเดียวกันโดยมิได้นัดหมาย...
***********
ขบวนที่ 1 คนนี้แหละโดนใจ!
คู่กรณีที่พวกเขาขับรถชนทำเหมือนโดนมนต์นะจังงัง นิ่งไปเลย
เธียร ชายสวม เชิ้ตและกางเกงชิโน เริ่มกังวลว่า คู่กรณีที่เป็นหญิงสาวทั้งคู่ของพวกเขา ดูเหมือนจะได้รับผลกระทบกระเทือนทางสมองมากกว่าที่คิด พวกเธอดูเหมือนช็อก เพราะตอนนี้ยังอ้าปากค้างน้อย ๆ และมองพวกเขาตาไม่กะพริบ
เธียรยกข้อศอกขึ้นกระทุ้งใส่สีข้างของปัฐน์เบา ๆ ก่อนยกมือขึ้นป้องปากแล้วกระซิบ ๆ
“กูว่านะที่เขาอึ้งกันเพราะมึงแน่เลย”
ปัฐน์ยกศอกขึ้นถองสีข้างเพื่อนกลับ
มันเป็นอย่างนี้เสมอแหละ ผู้หญิงที่ไหนได้เจอปัฐน์ ปฏิกิริยาแรกก็เหมือนกันหมด คืออึ้ง... อึ้งในความหล่อของมัน!
เธียรผ่อนลมหายใจ เขาโคลงศีรษะใช้นิ้วชี้ลูบ ๆ ตรงหว่างคิ้วตัวเอง
ผู้หญิงนี่ก็น้า เจอคนหล่อหน่อยเป็นไม่ได้!
“ฮะแอ่ม” เธียรกระแอม “อื้อ โอ๊ย สงสัยกระดูกคอจะเคลื่อน!”
ได้ผล... หญิงสาวคู่กรณีหนึ่งในสองรู้ตัว
ชุดาหุบปากฉับและเหลียวมองเธียร พ อสบสายตากัน วูบนั้นเธอเหมือนจะรับรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ ชุดาจึงขมวดคิ้วฉับ แววตาเปลี่ยนเป็นไม่พอใจสุด ๆ ก่อนจะหันกลับมามองนวพรรษ และยกมือแตะใต้คางเพื่อนสนิทเพื่อดันให้ปิดปากเสียที
“ขากรรไกรค้างหรือไง”
เธอเอ็ดเพื่อนรักเบา ๆ เธียรที่ได้ยินถึงกับหลุดขำ ชุดาชะงักกึกหันมามองเขาตาเขียว แต่เขาก็ทำเป็นไม่เห็น แถมยังชักชวนปัฐน์ให้ดูรถเสียอีกด้วย
หญิงสาวเม้มปากแน่น ทั้งโมโห ทั้งอาย พอหันกลับมามองยายคนรักรถที่แม้แต่นกก็ห้ามขี้ใส่ในตอนนี้ ก็ได้แต่โมโหเพิ่มขึ้นไปอีก
“ยายพรรษ” แม้จะเรียกใกล้แค่ไหน แต่นวพรรษก็ยังไม่ได้ยิน “แก!”
ชุดาตัดสินใจหยิกเข้าให้ และนวพรรษก็รู้สึกตัว เธอร้องโอ๊ยเสียงดัง จนทั้งเธียรกับปัฐน์ต้องหันมามองอย่างตกใจ
“เป็นอะไรมากไหมครับคุณ เจ็บตรงไหนหรือเปล่า”
ปัฐน์เอ่ยถามอย่างใส่ใ จ
นวพรรษกะพริบตาปริบ พยายามเรียกสติกลับคืนมา แต่อิทธิพลลักยิ้มของปัฐน์ก็ยังไม่วายทำให้เธอปลื้มสุดจิตสุดใจ ชุดาเห็นดังนั้นก็ได้แต่ปลง และเป็นคนตอบเสียเอง
“ไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ ว่าแต่พวกคุณเถอะ เลี้ยวออกมาได้ยังไงคะ ทำไมไม่ดูก่อนล่ะ คุณรู้ไหมถ้าเพื่อนฉันเบรกไม่ทันจะเป็นยังไง ระวังหน่อยสิคะ ถ้ายังขับรถไม่ชินก็ไม่ควรขับนะมันอันตราย”
นวพรรษหันมองเพื่อนรัก ก่อนสะกิดเพื่อให้ชุดาหยุดพูด
“อะไร?”
นวพรรษถลึงตามองเพื่อนสาว ก่อนจะรีบหันไปหาผู้ชายที่อยู่ต่อหน้าทั้งคู่ หญิงสาวค่อยช้อนสายตาขึ้นมองเธียร ก่อนจะเลื่อนไปมองที่ปัฐน์แล้วหยุดจ้อง
“ขอโทษแทนเพื่อนที่พูดแรงไปด้วยนะคะ อันที่จริงเราสองคนเองก็ผิดค่ะ”
ชุดามองคนรักรถจะเป็นจะตายอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา
แล้วใครกันที่มันหวีดลั่นรถเมื่อกี้น่ะ!
เวรกรรมจริงจิ๊ง จุ๋มจิ๋ม มีแม่บ้าผู้ชาย!!
“ฉัน พรรษ ค่ะ นวพรรษ นี่ชุดาเพื่อนของฉันเองค่ะ ไม่ทราบว่าเอ่อ คุณ...”
นวพรรษจงใจเน้นชื่อของตนและละคำไว้ มิหนำยังกะพริบตาปริบ ๆ เมื่อส่งยิ้มหวานให้กับปัฐน์
เธียร์รู้สึกเหมือนเป็นคนนอก เขาเบือนหน้าหนีและยกมือขึ้นเกาศีรษะ ปล่อยบทสนทนานั้นให้เป็นหน้าที่ของปัฐน์ไป
“ผมปัฐน์ครับ นี่เธียร เพื่อนของผม”
เธียรเปิดยิ้ม “ยินดีที่ได้รู้จักฮะ แล้วก็ขอโทษด้วยนะครับคุณนวพรรษ คุณชุดา ต้องขอโทษด้วยจริง ๆ พวกเราพร้อมจะรับผิดชอบทุกอย่าง พวกคุณไม่ต้องห่วง”
“ยินดีเช่นกันค่ะคุณเธียร”
นวพรรษแทบไม่มองหน้าเธียรด้วยซ้ำ เพราะสายตาเธอจับอยู่ที่ปัฐน์
“คุณปัฐน์” เอ่ยจบก็ยิ้มกว้างหวานเยิ้ม กระพือขนตาใส่ปัฐน์อยู่อย่างนั้น ส่วนชุดาแค่ยิ้มตามมารยาท และผงกศีรษะให้ชายทั้งคู่เล็กน ้อย
“เอ่อ” เธียรชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง เหมือนจะบอกให้นวพรรษเห็นเขาอยู่ในสายตาบ้าง แต่มันไร้ผล ชายหนุ่มที่อดไม่ได้จึงมือขึ้นป้องปากกระซิบถามปัฐน์ “เต็มไหมวะนั่น”
สิ้นคำถาม ปัฐน์กระทุ้งข้อศอกใส่สีข้าง และเธียรก็ถึงกับจุก
นวพรรษที่หูดับ ยังคงไม่สนใจ ตอนนี้ในสายตาของเธอมีแค่ปัฐน์
“ค่ะ” นวพรรษดึงมือตัวเองออกมา ชูมือโชว์นิ้วนางข้างซ้ายตัวเอง “ที่อยุธยามีวัดที่ดังมากเรื่องขอคู่ พรรษก็เลยแวะไปกับชุดา หู้ย เนี่ยอะคะกว่าจะเช่ามาได้นะพี่ข้าวกล้า คิวยาวมาก! แต่ขลังสุด ๆ ยิ่งถ้าสวมแหวนไว้ข้างซ้ายยิ่งจะดีค่ะ ตอนแรกพรรษก็นึกกลัวคนเข้าใจผิดว่าแต่งงานแล้ว แต่ชุดารีวิวว่ามีคนรู้จักเขาใส่ข้างซ้ายนี่เลยค่ะ ไม่นาน ปึ้งเลย รถไฟแทบชนกัน เลือกไม่ถูกเลยทีเดียว!”
“เดี๋ยว อ่าพรรษเดี๋ยว มันแหวนอะไรนะลูก”
เป็นอภิสราที่อยากฟังให้หายข้องใจอีกสักรอบเผื่อฟังผิด
“คุณย่าคะ แบบว่าแหวนเรียกคู่อะค่ะ”
นวพรรษตอบแบบคนซื่อจริง ๆ
“รุ่นนี้ปลุกเสกตั้งเก้าวันเก้าคืนเชียวนะคะ ทำจากเงินสมัยเชียงแสน แล้วก็ผสมอะไรไม่รู้อีกหลายอย่างหลอมออกมา แล้วเขาก็ตีเป็นแหวน คนลือกันให้ลั่นโซเซียลเชียวค่ะว่าขลังมาก ใส่แล้วจะโชคดีสุด ๆ คนโสดถ้ามีไว้ป๊อบแป๊บได้มีคู่เป็นตัวเป็นตนเลยค่ะ” เอ่ยจบก็เหลียวมองสาลิพลางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
“เนี่ยพรรษก็เลยคิดถึงพี่ข้าวกล้าขึ้นมาจับใจ แล้วก็เอ๊ะ... ซื้อเป็นของฝากเสียเลย นั่นน่ะไม่ใช่ถูก ๆ นะคะ เช่าวงละพันห้าเชียว”
ชุดาหลุดหัวเราะลั่นเพราะกลั่นไม่ไหว บทจะซื่อนวพรรษก็ไม่มีใครเกิน
เพื่อนเธอมันซื่อจริง แค่ยกเรื่องขึ้นคานมาอ้าง น้ำหนักความน่าเชื่อก็พุ่งปรี๊ด แล้วก็... คือโดนหลอกกันง่าย ๆ แบบนี้เลยแหละ!




