แผลกดทับมักพบในผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยติดเตียง

เมื่อพูดถึงแผลกดทับมักพบได้บ่อยในผู้ป่วยสูงวัยหรือผู้สูงอายุที่มีปัญหาเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวหรือผู้ป่วยติดเตียง ช่วยเหลือตนเองได้น้อยหรือไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เอง เมื่อผิวหนังที่บอบบางถูกกดทับเป็นเวลานานอย่างต่อเนื่องทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนไปเลี้ยงผิวหนังได้อย่างสะดวกส่งผลให้เกิดรอยแดงและเกิดความอับชื้นสูง

บริเวณที่มีโอกาสเกิดแผลกดทับ

แผลกดทับนั้นอาจเกิดบริเวณปุ่มกระดูกบนร่างกาย อาทิ เช่น ก้นกบ บริเวณด้านข้างสะโพก ด้านข้างข้อศอกและข้อเข่า ส้นเท้า ตามตุ่ม ไปจนถึงใบหู หรือ ศีรษะด้านหลัง หากไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้องตั้งแต่ระยะแรกส่งผลเสียต่อร่างกายและจิตใจ รวมไปถึงการเกิดภาวะแทรกซ้อน การติดเชื้อและเสียชีวิตได้

สาเหตุที่ทำให้เกิดแผลกดทับ

สาเหตุที่ทำให้เกิดแผลกดทับเกิดจากผู้สูงอายุมีอายุากขึ้นผิวหนังจะบางลงทำให้ชั้นใต้ผิวหนังไขมันลดลง มีความยืดหยุ่นลดลง แรงถดถอยลดลง พร้อมกับการเคลื่อนไหวที่ช้าลงเช่นกัน สำหรับผู้ป่วยติดเตียงบางรายที่มีการทานอาหารได้น้อยลงทำให้ได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วนก่อให้เกิดเนื้อเยื่ออ่อนแอทำให้แผลหายยาก

ในบางครั้งสามารถเกิดอาการบวมที่เกิดจากการขัดขวางการลำเลียงอาหารและออกซิเจนไปยังเนื้อเยื่อต่างๆ ส่งผลให้เกิดแผลกดทับได้ ซึ่งปัจจัยส่วนใหญ่มาจากตัวผู้ป่วยที่เกิดจากภายในร่างกาย แต่กรณีจากภายนอกที่ส่งเสริม เกิดจากแรงเสียดทาน การลื่นไถล หรือมีแรงกดโดยตรงบริเวณปุ่มกระดูกก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดแผลกดทับ

เทคนิคการป้องกันและการดูแลแผลกดทับ

การจัดท่านอนให้ผู้ป่วย

เมื่อผู้ป่วยไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ทำให้นอนอยู่บนเตียงหลายชั่วโมง ผู้ดูแลผู้ป่วยควรจัดท่านอนใหม่ให้กับผู้ป่วยอย่างน้อยทุกๆ 2 ชั่วโมงเพื่อให้ส่วนหนึ่งไม่รับแรงกดนานจนเกินไป หรือ จัดท่าผู้ป่วยให้นอนหงายแล้วตะแคงซ้าย-ขวา สลับกันไปครับ การจัดท่านอนให้ศีรษะสูงไม่เกิน 30 องศา (หลังจากให้อาหาร 30 – 1 ชั่วโมง ควรลดระดับลงเหลือ 30 องศาเท่าเดิมเพื่อลดแรงเฉือนต่อผิวนั่นเอง)

หากผู้ป่วยที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้แต่สามารถนั่งบนรถเข็นควรจะเปลี่ยนท่านั่งใหม่ทุกๆ 1 ชั่วโมง

**ผู้ดูแลอาจใช้หมอนข้างนิ่มๆมาแทรกอยู่ตามระหว่างปุ่มกระดูกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ข้อศอก หัวเข่า ตาตุ่ม สะโพก หรือ ก้นกบ (ซึ่งจุดเหล่านี้เป็นจุดที่เกิดแผลกดทับได้ง่าย)

การใช้อุปกรณ์ลดแรงกดทับ

ผู้ดูแลสามารถหาอุปกรณ์ที่สามารถ ช่วยลดแรงกดทับ เสริมได้ เช่น หมอนนุ่มๆ (ขึ้นอยู่กับขนาดตัวผู้ป่วย), เตียงลม, เบาะเจลที่ใช้กับศีรษะและข้อเท้า

การดูแลผิวหนังให้ผู้ป่วย

สำหรับผู้ป่วยที่มีผิวหนังแห้งควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำอุ่นเนื่องจากจะทำให้ผิวแห้งแตกง่ายมากขึ้น หลังทำความสะอาดร่างกายควรทาโลชั่น 2-3 ครั้งต่อวันเพื่อป้องกันผิวหนังแตกแห้ง

การดูแลความสะอาด

ในกรณีผู้ป่วยที่ควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ควรทำความสะอาดทุกครั้งที่มีการขับถ่ายและซับให้แห้ง อาจทาวาสลีนหรือยาถนอมสภาพผิวที่บริเวณผิวหนังรอบๆทวารหนัก แก้มก้นทั้ง 2 ข้าง เพื่อป้องกันผิวหนังเปียกชื้นและป้องกันสิ่งปฏิกูลระคายเคืองผิว หลีกเลี่ยงการใช้ความร้อนหรือเย็นจัดประคบบริเวณผิวหนังที่มีความรู้สึกน้อยเนื่องจากจะทำให้เกิดการบาดเจ็บต่อผิวได้ง่าย รวมไปถึงการนอนทับตะเข็บเสื้อและปมผูกต่างๆ เพื่อลดแรงกดบริเวณผิวหนัง

เคลื่อนย้ายผู้ป่วยอย่างระมัดระวัง

หากผู้สูงอายุมีภาวะนอนติดเตียงและมีน้ำหนักตัวมากหรือมีอุปสรรคในการเคลื่อนย้ายควรหาเครื่องทุ่นแรงอาจเป็นผ้ายกตัวหรือ อุปกรณ์เคลื่อนย้าย เปลี่ยนท่าทางบนเตียง เน้นว่าควรใช้แรงในการยกไม่ควรใช้วิธีลากไม่ควรเคลื่อนย้ายตามลำพังหากเกินกำลังอาจบาดเจ็บต่อตัวผู้ดูแลเองรวมถึงผู้สูงอายุได้

โภชนาการสำคัญยิ่ง

หากผู้ป่วยที่รับประทานอาหารได้น้อย หรือ ต้องรับประทานอาหารผ่านทางสายยาง รวมไปถึงผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวต่างๆ การคำนวณปริมาณการรับสารอาหารหลัก ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมันอิ่มตัว หรือ ชนิดทรานส์ ผักผลไม้ที่มีกากใยสูง การให้สารวิตามินเสริมในสัดส่วนที่พอเหมาะ เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ดูแลต้องศึกษาและควบคุมให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม หากสภาวะโภชนาการดีทำให้มีโอกาสเกิดแผลน้อยลงและฟื้นตัวไว

หวังว่าทุกท่านสามารถนำเทคนิคดีๆไปเป็นแนวทางในการดูแลรักษาเบื้องต้นและทำให้เกิดความมั่นใจในการดูแลสุขภาพที่ดีของผู้สูงวัยที่ท่านรักนะครับ รวมไปถึงการปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำในการดูแลผู้ป่วยอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันมิให้แผลลุกลามมากขึ้น

#แผลกดทับ #ป้องกันแผลกดทับ #สุขภาพผู้สูงอายุ #ดูแลผู้ป่วย #เรื่องใกล้ตัว #สุขภาพดีเริ่มที่ตัวเรา #ดูแลคนที่คุณรัก

4/12 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์การดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน ผมพบว่าแผลกดทับเป็นปัญหาที่ต้องให้ความสำคัญมาก เนื่องจากผู้สูงอายุที่เคลื่อนไหวได้น้อยหรือผู้ป่วยติดเตียงมีความเสี่ยงสูงมากทั้งจากการมีแรงกดทับบนจุดกระดูกต่างๆ เป็นเวลานาน และสภาพผิวหนังที่เปราะบางกว่าคนทั่วไป ในช่วงแรกของการดูแล ผมสังเกตว่าอาการรอยแดงตามจุดที่สัมผัสกับเตียงหรือตัวรองนั่งเป็นสัญญาณเตือนที่ควรรีบปรับท่าทางทันที โดยจะหมุนเปลี่ยนท่านอนทุก 2 ชั่วโมง และเมื่อนั่งบนรถเข็นก็พยายามเปลี่ยนตำแหน่งนั่งเป็นประจำทุก 1 ชั่วโมง นอกจากนี้การใช้หมอนข้างนิ่มๆ หรือเบาะรองที่มีแผ่นเจล สามารถช่วยลดแรงกดทับได้ดีมาก ทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกสบายขึ้นและลดโอกาสเกิดแผลกดทับได้อย่างเห็นผล เรื่องโภชนาการก็สำคัญอย่างยิ่งครับ ผู้สูงอายุที่รับประทานอาหารได้น้อยหรือได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน จะทำให้เนื้อเยื่ออ่อนแอ ส่งผลให้แผลกดทับหายช้าหรือรุนแรงขึ้นได้ ดังนั้นการจัดสรรอาหารที่มีโปรตีนสูง ผักผลไม้ที่มีกากใยและวิตามินเพียงพอ รวมถึงการเสริมวิตามินตามคำแนะนำของแพทย์จึงช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูได้เร็วยิ่งขึ้น ผิวหนังของผู้สูงอายุก็ควรได้รับการดูแลอย่างระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการใช้น้ำอุ่นจัดในการอาบน้ำเพราะจะทำให้ผิวแห้งแตกง่าย การทาโลชั่นช่วยบำรุงบ่อยๆ และการรักษาความสะอาดเป็นประจำ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ ต้องเช็ดทำความสะอาดและซับให้แห้งทันที เพื่อป้องกันการติดเชื้อและผิวหนังเปียกชื้นที่เป็นปัจจัยสำคัญของแผลกดทับ การเคลื่อนย้ายผู้สูงอายุก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องระวังอย่างยิ่ง ควรใช้เครื่องมือช่วยยกหรือผ้ายกตัวเพื่อป้องกันแรงลากที่อาจทำให้เกิดบาดเจ็บ ผู้ดูแลควรได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญในการเคลื่อนย้ายอย่างถูกวิธี เพื่อความปลอดภัยของทั้งผู้สูงอายุและผู้ดูแลเอง จากภาพรวมที่ได้แชร์นี้ หวังว่าจะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่ต้องดูแลผู้สูงอายุ และช่วยป้องกันแผลกดทับ รวมทั้งดูแลสุขภาพในระยะยาวให้ดีขึ้นได้อย่างแท้จริง