สงคราม Generation : เรื่องที่ไทยควรรู้จากเนปาล
เนปาล หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ สหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล เป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล ตั้งอยู่ในเทือกเขาหิมาลัยเป็นหลัก แต่ยังครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของที่ราบอินโด-คงคา ประเทศนี้ไม่เคยตกเป็นอาณานิคม แต่ทำหน้าที่เป็นรัฐกันชนระหว่างจีนและอินเดีย
⏳
ประวัติศาสตร์เนปาลถูกบันทึกด้วยบาดแผลและความเจ็บช้ำของประชาชน ซึ่งได้รับผลกระทบจากการเมืองและระบอบการปกครองที่ล้มเหลวมาอย่างยาวนาน ความไม่ไว้วางใจที่มีต่อพรรคการเมืองที่ครองอำนาจ เป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดการประท้วงจนโค่นล้มรัฐบาลในเนปาลมาหลายยุคหลายสมัยจนถึงปัจจุบัน
.
♦️การปกครองเริ่มต้นด้วยระบอบ "ราชาธิปไตย"
เชื่อกันว่าชาวเนปาลมีเชื้อสายภูฏาน-มองโกลอยด์ และประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ของหุบเขากาฐมาณฑุก็ถูกบันทึกไว้โดยนักบวชกาปูชินที่อาศัยอยู่ในหุบเขาระหว่างการเดินทางเข้าและออกจากทิเบต
⏳
การรวมชาติของเนปาลเกิดขึ้นภายใต้ราชวงศ์ชาห์ (Shah) โดยกษัตริย์ปฤถวี นารายณะ ชาห์ (Prithvi Narayan Shah) หลังจากพิชิตหุบเขากาฐมาณฑุ ทรงปรารถนาที่จะปกป้องอธิปไตยของเนปาลจากบริษัทอินเดียตะวันออกที่เข้ายึดครองอินเดีย
⏳
ระหว่างปี 2357-2359 เนปาลได้เข้าร่วมในสงครามแองโกล-เนปาล (Anglo-Nepal War) กับบริษัทอินเดียตะวันออก (ของอังกฤษ) แม้จะต่อสู้กับผู้รุกรานอย่างกล้าหาญ เนปาลก็ยังคงพ่ายแพ้และถูกบังคับให้ลงนามในสนธิสัญญาสุเกาลี และด้วยข้อตกลงนี้ เนปาลจึงต้องยอมสละดินแดนหนึ่งในสามเพื่อแลกกับการปกครองตนเอง
⏳
การปกครองเนปาลให้เป็นปึกแผ่นโดยระบอบกษัตริย์ ซึ่งมีเมืองหลวงคือ กาฐมาณฑุ (Kathmandu) เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2312 จนถึงปี 2551
.
♦️เปลี่ยนการปกครองด้วยระบอบ “สหพันธ์สาธารณรัฐ”
เหตุการณ์ที่ทำให้ประวัติศาสตร์ของเนปาลหันเหไปสู่ยุคมืดคือ การสังหารหมู่ในปี 2389 จุง บาฮาดูร์ รานา (Jung Bahadur Rana) และพวก ได้ก่อกบฏช่วงชิงอำนาจจากกษัตริย์ และสังหารหมู่ผู้เห็นต่าง แล้วแต่งตั้งเจ้าชายสุเรนทรา (Surendra Shah) ขึ้นครองราชย์แทน จุดชนวนความขัดแย้งยาวนานนับศตวรรษระหว่างราชวงศ์ชาห์และตระกูลรานา
⏳
จุง บาฮาดูร์ รานา ผู้ก่อตั้งราชวงศ์รานา กลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของเนปาลที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ โดยลดอำนาจกษัตริย์ซาห์ลงเหลือเพียงหุ่นเชิด และได้กำหนดให้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี "สืบทอดทางสายเลือด" ทำให้ความเป็นนายกรัฐมนตรี รวมทั้งตำแหน่งอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องตกทอดไปสู่ตระกูลรานา อย่างสมบูรณ์
⏳
เป็นช่วงเวลาที่เสียงของประชาชนถูกปิดกั้น และการเลือกปฏิบัติในหมู่ประชาชนก็สูงมาก นับเป็นช่วงเวลาอันมืดมนในประวัติศาสตร์เนปาลอย่างแท้จริง ตระกูลรานามีความสัมพันธ์อันดีกับชาวอังกฤษ แต่ทันทีที่อาณานิคมอังกฤษอพยพออกจากอินเดีย ตระกูลรานาก็ตกอยู่ภายใต้แรงกดดันมหาศาลจากอินเดีย
⏳
หลังจากปกครองเนปาลมายาวนานถึง 104 ปี ตระกูลรานาจึงถูกปฏิวัติในปี 2493 โดยขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตย ที่ได้รับการสนับสนุนจากกษัตริย์ตริภูวัน (Tribhuvan Bir Bikram Shah) กษัตริย์เนปาลในขณะนั้น ซึ่งต่อมากษัตริย์ตริภูวันก็ทรงขึ้นครองราชย์ด้วยระบอบกษัตริย์ที่สมบูรณ์อีกครั้งในปี 2494
⏳
ต้นปี 2502 กษัตริย์มเหนทร (Mahendra) พระราชโอรสของกษัตริย์ตริภูวัน ได้ออกรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และจัดการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยครั้งแรก ในการเลือกตั้งครั้งนี้ บิชเวศอร์ ปราสาท โกอิราลา (Bishweshwar Prasad Koirala) แห่งพรรคคองเกรสเนปาล ได้รับชัยชนะและได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของพรรคประชาธิปไตยเนปาล
⏳
แต่ในปี 2503 กษัตริย์มเหนทรเปลี่ยนพระทัยทรงทำรัฐประหารและยุบสภา โดยทรงระบุว่ารัฐบาลล้มเหลวในการบริหารประเทศ ประกอบกับเกิดการจลาจลต่อต้านชาวอินเดียในกรุงกาฐมาณฑุเนื่องจากเหตุที่อินเดียให้ความช่วยเหลือผู้เห็นต่าง จนทำให้เกิดการกบฏต่อต้านอยู่เป็นระยะตลอดมา
⏳
หลังจากต่อสู้กันมาหลายปีเมื่อพรรคการเมืองถูก ยุบในปี 2533 ได้เกิดการก่อตั้งขบวนการประชาชน กษัตริย์พิเรนทรา บีร์ บิกรม ชาห์ (Birendra Bir Bikram Shah) ตัดสินพระทัยสถาปนารัฐสภาแบบหลายพรรค โดยมีพระองค์เองเป็นประมุข
⏳
ในเดือนพฤษภาคม 2534 ได้มีการจัดการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาครั้งแรก อย่างไรก็ตาม ประชาชนบางส่วนไม่พอใจกับผลการเลือกตั้ง เนื่องจากสนับสนุนการยกเลิกระบอบกษัตริย์ จึงกำเนิดพรรคคอมมิวนิสต์เนปาล (เหมาอิสต์) ซึ่งต่อมาได้ก่อกบฏต่อต้านรัฐบาลและสถาบันกษัตริย์ การกระทำนี้นำไปสู่สงครามกลางเมืองครั้งแรกในประวัติศาสตร์เนปาล
⏳
พรรคเหมาอิสต์ได้ประกาศสงครามประชาชน ในเดือนกุมภาพันธ์ 2539 ทำการต่อต้านสถาบันกษัตริย์และรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เพื่อแทนที่ระบบรัฐสภาของราชวงศ์ด้วยสาธารณรัฐประชาชน
⏳
ในช่วงปี 2539-2549 การก่อกบฏของกลุ่มเหมาอิสต์จนเกิดสงครามกลางเมืองนั้น ชาวเนปาลกลุ่มเหมาอิสต์ใช้การต่อสู้แบบกองโจรเพื่อโค่นล้มสถาบันกษัตริย์และสถาปนาสาธารณรัฐประชาชน มีผู้เสียชีวิตจากสงครามการเมืองครั้งนี้มากกว่า 17,000 คน
⏳
ท่ามกลางสงครามกลางเมือง ในคืนวันที่ 1 มิถุนายน 2544 เกิดโศกนาฏกรรมสังหารหมู่ราชวงศ์เนปาล ระหว่างงานเลี้ยงที่พระราชวังนารายันหิตี ในกรุงกาฐมาณฑุ มกุฎราชกุมารดิเปนทรา (Dipendra) พระชนมายุ 29 ปี ทรงยิงพระมารดา พระบิดา และสมาชิกราชวงศ์อีก 7 พระองค์เสียชีวิต ก่อนจะทรงยิงพระเศียรตัวเอง
⏳
เมื่อกษัตริย์พิเรนทราสิ้นพระชนม์ ราชบัลลังก์จึงตกเป็นของมกุฎราชกุมารดิเปนทรา ผู้ซึ่งทรงฟื้นพระชนม์ชีพในสภาพโคม่าได้ไม่กี่วันก่อนจะสิ้นพระชนม์ในวันที่ 4 มิถุนายน 2544 ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงได้รับการขนานนามว่า “กษัตริย์ผี” แห่งเนปาล อย่างไรก็ตาม คดีนี้ยังคงเป็นปริศนาถึงปมเหตุที่แท้จริง
⏳
หลังเหตุการณ์สังหารหมู่ราชวงศ์เนปาล เจ้าชายกยาเนนทรา (พระอนุชาของกษัตริย์พิเรนทรา) ได้ขึ้นครองราชย์ ในเดือนตุลาคม 2545
⏳
ขบวนการประชาชนได้เริ่มขึ้นอีกครั้งหนึ่งในเดือนเมษายน 2549 โดยร่วมกับพรรคการเมือง เป็นเหตุให้มีการประกาศเคอร์ฟิวเป็นเวลา 19 วัน และนำไปสู่การลงนามข้อตกลงสันติภาพระหว่างรัฐบาลและกลุ่มเหมาอิสต์ ในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2549 เป็นการสิ้นสุดสงครามกลางเมือง พร้อมกับการปลดอำนาจพระมหากษัตริย์ออกจากการปกครองประเทศ
⏳
ต่อมาในวันที่ 28 พฤษภาคม 2551 สภาร่างรัฐธรรมนูญที่ได้รับการเลือกตั้งใหม่ได้ประกาศให้เนปาลเป็นสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตย ยกเลิกระบอบกษัตริย์ฮินดูสุดท้ายของโลกที่มีอายุ 240 ปี ปัจจุบันเนปาลมีประธานาธิบดีเป็นประมุข และมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล
.
♦️การเมืองบนความขัดแย้งของคนต่างรุ่น
หลังจากรัฐสภาที่นำโดยพรรคเหมาอิสต์ซึ่งได้รับที่นั่งมากที่สุด มีมติประกาศให้เนปาลเป็นสาธารณรัฐ โดยรัฐธรรมนูญแห่งเนปาลซึ่งได้รับการรับรองในปี 2558 กยาเนนทรา บีร์ บิกรม ชาห์ เดฟ (Gyanendra Bir Bikram Shah Dev) กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งเนปาล ได้เสด็จออกจากวัง แต่ยังคงอยู่ในประเทศในฐานะพลเมืองและนักธุรกิจ
⏳
นายกรัฐมนตรีกัดกา ปราสาด ชาร์มา โอลิ (Khadga Prasad Sharma Oli) หัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์ที่ใหญ่ที่สุดของเนปาล ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในเดือนกรกฎาคม 2567 โอลิเป็นหัวหน้ารัฐบาลผสมที่ประกอบด้วยพรรคคอมมิวนิสต์เนปาล (พรรคคอมมิวนิสต์รวมลัทธิมาร์กซิสต์เลนินนิสต์) และพรรคเนปาลีคองเกรส ซึ่งเป็นสองพรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุดในเนปาล นับเป็นครั้งที่สี่ที่เขาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของเนปาล
⏳
โดยรัฐบาลผสมชุดก่อนซึ่งนำโดย ปุชปา กามั ล ดาฮาล (Pushpa Kamal Dahal) ล่มสลายลงหลังจากพรรคของโอลิ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลผสมได้ถอนการสนับสนุน
⏳
ในเดือนกันยายน 2568 การประท้วงต่อต้านรัฐบาลได้ปะทุขึ้นในเนปาลหลังจากที่โพสต์ในโซเชียลมีเดียของบุตรหลานชนชั้นนำทางการเมืองแสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตที่หรูหราฟุ่มเฟือย การประท้วงดังกล่าวถูกเรียกว่า “การประท้วงของคนรุ่นเจนเนอเรชั่น Z”
⏳
แกนนำและกลุ่มประท้วงอาศัยกลยุทธ์จากขบวนการสังคมออนไลน์ผ่านวัฒนธรรมป๊อป แฮชแท็ก กระแสไวรัล ภาพและมีมต่างๆ เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการประท้วงของพวกเขาบนแพลตฟอร์มต่างๆ รวมทั้งการสื่อสารโดยตรงผ่านแพลตฟอร์มสื่อบางแห่งเช่น Discord
⏳
รัฐบาลพยายามสั่งห้ามใช้สื่อสังคมออนไลน์หรือปิดกั้นการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ซึ่งกลับยิ่งทำให้การประท้วงรุนแรงขึ้น
⏳
เหตุการณ์ความรุนแรงจากการประท้วงในเนปาลบานปลาย เมื่อวันที่ 8-9 กันยายน 2568 ตำรวจได้เปิดฉากยิงใส่ผู้ประท้วงวัยหนุ่มสาวที่ชุมนุมต่อต้านการทุจริตของรัฐบาลและการห้ามใช้สื่อสังคมออนไลน์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 76 คน และบาดเจ็บมากกว่า 2,000 คน โดยผู้ประท้วงได้ก่อเหตุจุดไฟเผาอาคารสำคัญของรัฐบาล ทำร้ายนักการเมือง นักข่าว และบุคคลอื่นๆ รวมถึงโจมตีโรงเรียน ธุรกิจ และบริษัทสื่อต่างๆ
⏳
ส่งผลให้ เค.พี. ชาร์มา โอลิ (K.P. Sharma Oli) นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นประกาศลาออก และแต่งตั้งสุชิลา คาร์กี (Sushila Karki) อดีตประธานศาลสูงสุด เป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 เพื่อจัดการเลือกตั้ง และจัดตั้งคณะกรรมการสอบสวนการละเมิดที่เกิดขึ้นจากการสลายการชุมนุม
⏳
ในช่วงปีที่ผ่านมาคนรุ่น Gen Z ได้รวมตัวกันเพื่อประท้วงต่อต้านรัฐบาลในหลายประเทศ เพื่อแสดงความไ ม่พอใจต่อข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริต การใช้ความรุนแรงของตำรวจ การขาดโอกาสทางเศรษฐกิจ และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ในหลายกรณี ผู้ประท้วงได้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการระดมพล จัดระเบียบ และขยายข้อความของพวกเขา ทำให้เกิดการรับรู้ในระดับโลกเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของพวกเขา
⏳
การลุกฮือของคนรุ่น Gen Z ในเนปาล ก็มีทฤษฎีสมคบคิดเกี่ยวกับการประท้วงที่ได้รับการสนับสนุนจาก “องค์กรพัฒนาเอกชนของอเมริกา” แพร่กระจายไปทั่วออนไลน์ ขณะที่บางคนกล่าวโทษว่าความไม่สงบในช่วงต้นเดือนกันยายน นั้น มาจากอินเดียซึ่งไม่ชอบ เค.พี. โอลิ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น
⏳
คนรุ่น Gen Z ที่ตื่นตัวกับกระแสโวค หรือ Woke Culture ซึ่งเรียกร้องความเท่าเทียมในสังคมสุดโต่ง ทำให้เกิดความวิตกกังวลกับกลุ่มคนอนุรักษ์นิยมจึงลุกขึ้นมาเรียกร้องให้นำระบอบปกครองโดยกษัตริย์กลับมา
⏳
"นำพระมหากษัตริย์กลับคืนมา เรารักพระมหากษัตริย์ยิ่งกว่าตัวเราเอง จงฟื้นฟูระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ"
ฝูงชนตะโกน เรียกร้องให้ฟื้นฟูระบอบกษัตริย์กลับคืนสู่เนปาล
🦋
"เรารักพระมหากษัตริย์ของเรา โปรดนำพระมหากษัตริย์กลับคืนมา"
ผู้เข้าร่วมการชุมนุมตะโกนรอบรูปปั้นของพระเจ้าปฤถวี นารายณ์ ชาห์ ผู้ก่อตั้งราชวงศ์ชาห์ในศตวรรษที่ 18
⏳
เกิดการประท้วงเรียกร้องให้กษัตริย์ชาห์กลับคืนสู่ราชบัลลังก์และนำศาสนาฮินดูมาเป็นศาสนาประจำชาติ กลุ่มนิยมระบอบกษัตริย์กล่าวหาพรรคการเมือง รวมทั้งนักการเมืองของประเทศว่าทุจริตและบริหารประเทศล้มเหลว
⏳
"ชาวเนปาลจำนวนมากเชื่อว่านักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งนั้นสนใจอำนาจและการอุปถัมภ์มากกว่าการแก้ไขปัญหาของประชาชน นั่นเป็น เหตุผลที่บางคนเริ่มคิดว่า การปกครองภายใต้ระบอบกษัตริย์นั้นดีกว่ามาก"
ดรูบา ฮารี อธิการี นักวิเคราะห์อิสระในกรุงกาฐมาณฑุ กล่าว
⏳
ไม่ชัดเจนว่ามีผู้คนจำนวนเท่าใดที่สนับสนุนสถาบันกษัตริย์ กลุ่มที่มีอิทธิพลมากที่สุดในการสนับสนุนการฟื้นฟูระบอบกษัตริย์คือพรรคราสตรียะประชาตันตระ หรือพรรคประชาธิปไตยแห่งชาติ ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2533 โดยพันธมิตรของระบอบกษัตริย์ พรรคนี้มีที่นั่งในรัฐสภา 14 ที่นั่ง คิดเป็นประมาณ 5% แต่มีอิทธิพลอย่างมากในฐานะตัวแทนของการเคลื่อนไหวประท้วง
⏳
อดีตกษัตริย์กยานเอนดราเองยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวนี้ เขางดเว้นจากการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างเปิดเผยนับตั้งแต่สละราชสมบัติ และปรากฏตัวต่อสาธารณชนเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น
⏳
ความน่าเชื่อถือของการเลือกตั้งในเนปาลนั้นเปราะบาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งพยายามที่จะควบคุมการแพร่กระจายของข้อมูลเท็จทางออนไลน์
⏳
เนปาลกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งรัฐบาลใหม่ในวันที่ 5 มีนาคม 2569 ในขณะที่รอยร้าวระหว่างคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ นี่อาจเป็นการเลือกตั้งที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของประเทศ การปะทะกันระหว่างคนรุ่นต่างๆ กำลังจะเกิดขึ้นในเดือนหน้า
⏳
ในเนปาลมีพรรคการเมืองประมาณ 120 พรรคลงทะเบียนเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งในวันที่ 5 มีนาคม โดยกว่าหนึ่งในสามของพรรคเหล่านี้เกิดขึ้นหลังจากการลุกฮือของคนรุ่น Gen Z ผู้สมัครส่วนหนึ่งเป็นแกนนำในการประท้วง และการระดมเยาวชน ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มผู้มีอำนาจเก่า (พรรคการเมืองดั้งเดิม) และกลุ่มผู้มีอำนาจใหม่ (ผู้นำและพรรคการเมืองรุ่น Gen Z) อาจไม่สามารถร่วมกันบริหารประเทศได้
⏳
ประเทศเนปาลซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเพื่อนบ้านยักษ์ใหญ่ที่เต็มไปด้วยเขี้ยวงาเช่นจีน และอินเดีย กำลังเผชิญวิกฤตการณ์ทางรัฐธรรมนูญที่ล้มเหลว ประชาชนผิดหวังจากผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยซึ่งครั้งหนึ่งเคยต่อสู้เพื่อผู้ด้อยโอกาส สิ้นหวังจากอุดมการณ์คอมมิวนิสต์และฝ่ายซ้ายซึ่งเป็นผู้วางรากฐานรัฐธรรมนูญแบบสหพันธรัฐ
⏳
นอกจากนี้ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งชุดต่อไปของเนปาล ไม่ว่าใครจะเป็นผู้นำ ก็จะต้องเผชิญกับภารกิจที่ยากลำบากในการจัดการกับความวิตกกังวลของอินเดียเกี่ยวกับอิทธิพลดั้งเดิมของตนในเนปาล และต้องบรรเทาความสงสัยของจีนเกี่ยวกับการ "ล้อมกรอบ" ของอเมริกา รวมทั้งสร้างความมั่นใจให้สหรัฐฯ ว่ากาฐมาณฑุจะไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของปักกิ่ง
⏳
อย่างไรก็ตาม เนปาลมีรัฐบาลมาแล้ว 14 รัฐบาลนับตั้งแต่ปี 2551 แต่ไม่มีรัฐบาลใดเลยที่ดำรงตำแหน่งครบวาระ 5 ปีเต็ม การเลือกตั้งที่จะมาถึงในเดือนมีนาคมนี้ อาจเป็นการเพิ่มความขัดแย้งทางการเมืองและสังคมของเนปาลก็เป็นไปได้.
เครดิต : #Blockditเนื้อติดมัน


















