เกือบโดนยกเลิกงานแต่ง เพราะเหตุสุดวิสัยนี้⁉️

เขาบอกว่าชีวิตของคนเราไม่ต่างกับละครบทหนึ่ง

ทุกห้วงเวลาต่างมีเรื่องราว ให้เราเก็บไว้เป็น Story

ความทรงจำของชีวิต...

ถ้าใครได้ติดตามอ่านเรื่องราวความรักของเราใน Ep1 มาบ้างแล้ว พอจะรู้ที่มาที่ไปบ้างเน๊อะ (ขอโทษที่ปล่อยให้รอนาน เพราะเอาตรงๆ การจะเขียนอะไรสักเรื่องมันต้องใช้พลัง+สมาธิ+อารมณ์จริงๆ)

วันนี้พร้อมแล้ว ไม่รอช้า งั้นเรามาต่อ EP2 กันเลย!!

🤍❤️🤍❤️🤍❤️🤍❤️🤍❤️🤍❤️🤍❤️🤍❤️

เราคบกับแฟนตั้งแต่เรียนปี3 พอจบ ป.ตรี ราวปี

พ ศ.2535 ก็ลงมาหางานทำที่กทม. ในขณะที่แฟนยังเรียนไม่จบ (เรียนปี3) เขายังอยู่ที่จ.พิษณุโลก หลายคนอาจจะสงสัยว่าในเมื่อมีแฟนอยู่ที่นั่น แล้วทำไมไม่หางานทำในจังหวัดนั้นเลย มันมีเหตุผลค่ะ

สาเหตุที่ไม่เลิอกทำงานอยู่ที่บ้านเกิด เพราะ

▪️เป็นความมัุ่งมั่นส่วนตัวก่อนจะเจอกับแฟน ว่าเรียนจบยังไงเราก็ต้องลงไปทำงานที่ กทม. ด้วยความรู้สึกว่า

กทม.มีงานให้เลือกเย๊อะ น่าจะสร้างรายได้ให้กับเราได้ดีกว่า

▪️บ้านหลังที่อยู่ ไม้ได้สร้างความสุขและความอบอุ่นมากนัก เพราะตั้งแต่อายุ 8 ขวบ ก็จากอก"แม่"มาอาศัยอยู่กับพ่อ และแม่ใหญ่(แม่หลวง ซึ่งเป็นคนดีมีเมตตามากๆ ) แต่พี่ๆ ลูกๆแม่ใหญ่ ไม่ค่อยเอ็นดูเราเท่าไร (เราคือลูกเมียน้อยค่ะ) จึงมุ่งมั่นว่าเรียนจบเมื่อไร จะต้องออกจากบ้านหลังนั้นให้ได้

▪️ด้วยพื้นเพแฟน เป็นคนกรุงเทพฯ อยู่แล้ว ดังนั้น วันนึงแฟนก็ต้องมาอยู่ กทม.อยู่ดี การไม่ได้เจอกันทุกวันแค่ 2 ปี ไม่น่าจะเป็นอุปสรรคอะไร? เราคิดนะ!

ยุคนั้นเป็นยุคที่ยังไม่มีอินเตอร์เน็ต หรือเทคโนโลยีเหมือนปัจจุบันหรือเราอาจจะไม่ใช่คนรู้อะไรมาก โลกค่อนข้างแคบ เพราะทั้งชีวิตไม่เคยได้ออกไปไหนไกล การออกสู่โลกกว้าง จึงเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นและความท้าทาย การสมัครงานจึงอาศัยดูโฆษณาจากหน้า นสพ. เท่านั้น และการเดินสุ่มแบบ walk in เข้าไปสมัคร กรอกสมัครงานฉ่ำเลย ส่วนมากก็บอกจะติดต่อกลับไป

ใช้เวลาไม่นาน ประมาณ 2 สัปดาห์ ก็ได้งานทำ ในตำแหน่งพนักงานประชาสัมพันธ์ บริษัท วังเพชรบูรณ์ จำกัด ของกลุ่มตระกูลเตชะไพบูลย์ เจ้าของโครงการเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ กรุงเทพฯ ก่อนกลุ่มเซ็นทรัลพัฒนา จะเข้ามาเทคโอเวอร์ จนกลายมาเป็นเซ็นทรัลเวิล์ดในปัจจุบัน

จริงๆ ในช่วงนั้นหวิดจะเลิกกันหลายรอบ ด้วยเวลาเริ่มไม่ตรงกัน เราทำงาน เขาเรียน แต่ก็ประคับประคอง จนแฟนเรียนจบ และเขาก็ขึ้นมากทม. ได้เริ่มมาใช้ชีวิตด้วยกันที่นี่ โดยยังไม่มีพิธีแต่งงาน??

การได้ใช้ชีวิตร่วมกันก่อนแต่ง มันก็ทำให้เราเรียนรู้หลายอย่าง ทั้งนิสัยใจคอ ข้อดีข้อเสีย ด้านดีด้านมืด ของแต่ละคน เป็นยังไง รับได้มั้ย? สิ่งเหล่านี้จะทำให้คุณตัดสินใจได้ว่าควรจะไปต่อ หรือควรจะจบความสัมพันธ์กันจะดีกว่า!!

แต่ด้วยนิสัยเรา คือ เมื่อได้รักใครแล้ว แม่ง!โคตรรัก

แม้เขาจะทำนิสัยแย่ๆ กับเราแค่ไหน เราก็ยังรักและอดทน คบกันใช้ชีวิตด้วยกันมาแบบทุกข์บ้าง สุขบ้าง จนวันนึง เหมือนตัวเราก็รู้สึกว่าเราจะคบกันแบบนี้ไปเรื่อยๆเหรอ เธอไม่พาชั้นไปรู้จักครอบครัวเธอเลยหรือไง !! ก็ผู้หญิงอ่ะเน๊อะ

รบเร้ามากๆ แฟนก็เริ่มพาไปรู้จักกับครอบครัวในงานบุญประเพณีของตระกูลเขา ไปแนะนำให้รู้จักผู้หลักผู้ใหญ่ญาติพี่น้องทุกคน และเราก็เหมือนจะได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี ด้วยความเข้าคนง่าย และรู้จักการเข้าหาผู้ใหญ่ของเรา เอาตรงๆ หน้าที่การงานเราก็ไม่ได้แย่ ตอนนั้นน่าจะเป็นระดับผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์แล้ว

ใช้เวลา คบกันและอยู่ด้วยกันโดยไม่ได้บอกพ่อแม่ฝั่งเรา(ซึ่งเขาอาจจะรู้) รวมเวลาประมาณ 9 ปี จนวันนึงเกิดตั้งท้องขึ้นมาแบบไม่ตั้งใจ แต่ด้วยอายุที่เริ่มจะเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว จึงคิดว่าควรจะเริ่มจริงจังสร้างครอบครัวกันสักที เลยนำเรื่องไปปรึกษาญาติผู้ใหญ่ผู้เป็นลุงของฝั่งแฟน (ด้วยขณะนั้น ความสัมพันธ์ พ่อ-แม่ของแฟน อยู่ในลักษณะครอบครัวแตกแยก พ่อแม่แยกทางกัน) แฟน จึงมีลุง-อาคอยดูแลช่วยเหลือมาตลอด

ผู้เป็นลุง ก็ได้เป็นผู้ทำหน้าที่เป็นผู้ใหญ่ไปสู่ขอพูดคุยเรื่องการแต่งงาน กับพ่อและแม่ใหญ่ (ผู้เลี้ยงดูเรา) ซึ่งเราขอไม่ให้บอกเรื่องที่เราท้อง เพราะเกรงว่าพ่อจะไม่พอใจ ด้วยศักดิ์ศรีของตำแหน่งอดีตปลัดอำเภอ มีคนรู้จักมากมาย จะกลายเป็นเรื่องเสียเกียรติเสียศักดิ์ศรีของคนรุ่นเก่าในสมัยนั้น

จึงสรุปตกลงกันว่า หลังจากนี้ อีก 2 เดือน จะจัดพิธีแต่งงานกันที่บ้านของเราที่จ.พิษณุโลก แบบเรียบง่าย

ทุกอย่างจีงเป็นหน้าที่ของเราในการจัดเตรียมงาน โดยทางฝั่งว่าที่เจ้าบ่าวเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้

วุ่นวายมากในช่วงจัดเตรียมงาน

🤍สถานที่ ใช้บ้านเราจัดงานแต่งแบบไทยๆ คือเป็นพิธีสงฆ์ในช่วงเช้า เลี้ยงพระเพล เลี้ยงอาหารกลางวันแขกเป็นอันจบ ไม่มีมาจัดงานฉลองสมรสให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย

🤍ไหนจะเตรียมชุดเจ้าบ่าวสาว ของเจ้าบ่าวก็ซื้อสำเร็จเอาเป็นกางเกงสแล็ค เสื้อเชิ้ต ผูกเนคไท สวมทับด้วยเสื้อสูทเบรเซอร์ ส่วนเจ้าสาว สมัยนั้นเขานิยมเช่าตัด เราก็เลือกแบบ เขาก็จะวัดตัวตามขนาดเรา และมีมาบ

ลองแก้ไซส์ ราคาเช่าตัด 10,000 บาท ยุคน้้นก็ถือว่าราคาแพงเอาเรื่องอยู่ ใส่เสร็จก็ส่งคืนร้าน ร้านก็ไปปล่อยเช่าต่อ

**จำได้ว่าต้องไปแก้ชุด เพราะสัดส่วนเริ่มขยาย เพราะตอนวัดตัวก่อนตัดชุด ท้อง 2เดือน ท้องยังไม่ออกเท่าไร แต่ตอนไปลองจะรับชุด ต้องแก้เพราะคับมาก สัดส่วนร่างกายเริ่มเปลี่ยน ด้วยท้องเริ่มโตนิดๆแล้ว

🤍จัดเตรียมของชำร่วย ของเราเป็นสมุดฉีกเล็กๆ สีชมพูพิมพ์ลายรูปห้วใจ💗คล้าย Post -it ซึ่งได้รับความอนุเคราะห์จากน้องเจ้าของโรงพิมพ์ที่เคยดิดต่อทำงานสิ่งพิมพ์ด้วยกัน ประหยัดงบส่วนนี้ไป

🤍อาหารที่เลี้ยงแขกที่มาร่วมงาน ก็จัดเป็นโต๊ะจีน เลี้ยงแขก ประมาณ 25-30 โต๊ะ มีเพื่อนๆในกทม/พิษณุโลก แขกผู้ใหญ่ของพ่อ ญาติๆ ส่วนฝั่งเจ้าบ่าวมาไม่ถึง10 คน

ก่อนวันแต่งงาน 1 สัปดาห์ เราก็ลางานไปจัดเตรียมงาน ทั้งติดต่อพระ ยืมอุปกรณ์พวกพรม อาสนะ มาจัดเตรียมที่บ้าน ยืมโต๊ะ -เก้าอี้จากวัดมาให้แขกนั่ง เราก็บริจาคเงินทำบุญกับวัดไป การเตรียมงานทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่ยอมรับเหนื่อยโฮก วิ่งวุ่นตลอด แบบไม่ได้พัก🥲 เพราะทุกอย่างทำกันเองหมด

🖤และแล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น🫢

ก่อนงานแต่งงานจะเริ่มอีก 2 วัน อยู่ๆ ก็รู้สึกอาการแปลกๆ เจ็บที่ท้องน้อย และมีเลือดออกจากช่องคลอด ดูท่าไม่ดีแน่ๆ เลยรีบไปหาหมอที่โรงพยาบาล

ปรากฎหมอตรวจพบว่า เด็กมีอาการฝ่อ พูดง่ายๆ เหมือนหยุดการเจริญเติบโต ไม่มีเสียงหายใจ ซึ่งขณะนั้น อายุครรภ์ประมาณ เกือบๆ 4 เดือนเด็กเป็นรูปร่างแล้ว หนทางเดียวคือ ต้องขูดมดลูกเท่านั้น

เราข็อค ร้องไห้ไม่ออก เกิดความสับสน ความกล้ว ทุกอย่างถาโถม แต่วินาทีนั้นต้องตัดสินใจ เพราะถ้าไม่รีบเอาออก อันตรายจะเกิดกับตัวเรา อาจเกิดอาการตกเลือดได้ ตอนแรกก็คิดว่า หรือจะให้พ้นงานแต่งไปก่อน แล้วค่อยมาจัดการภายหลัง ซึ่งคุณหมอไม่แนะนำ มันเสี่ยงเกินไป ด้วยสถานการณ์บีบบังคับ จึงต้องทำการขูดมดลูก เอาเด็กออก😭

และก่อนจะทำอะไรใดๆ เราและแฟนรู้สึกว่าควรแจ้งให้ผู้ใหญ่ทางฝั่งแฟนได้รับทราบ พอทางนั้นรู้ก็ตกใจและ รู้สึกว่าควรบอกผู้ใหญ่ของเราด้วยเช่นกัน เผื่อเกิดอะไรขึ้นมากับเรา จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ เหมือนเสียผู้ใหญ่ว่ารู้แต่ทำไมไม่บอก มาปิดบัง แต่เราก็ยังยืนยันขอไม่ให้บอกให้ทางบ้านเรารู้ เพราะจะยิ่งบานปลายไปกันใหญ่

ทางบ้านแฟนโวยวาย ด้วยความกังวลใจ ถึงขั้นเรียกญาติพี่น้องประชุมกัน ว่าเอาไงดี เกิดความไม่สบายใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเป็นประเด็นถกเถียง ว่าหรือจะยกเลิก หรือเลื่อนงานแต่งไปก่อน คล้ายๆ กับว่ากลัว่ว่าเราเกิดเป็นล้มเป็นแล้ง จากการเสียเลือด หรือใดๆทีอาจเกิดขึ้นภายในงาน แล้วจะทำให้เป็นปัญหา รวมถึงเกิดประเด็น เอ๊ะ!ว่าท้องจริงหรือหลอก ไกลไปโน่นเลย!!

สุดท้ายต้องให้คุยกับหมอ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น และการขูดมดลูก ก็ไม่ได้เป็นเรื่องอันตรายใดๆ ทำเสร็จกลับไปนอนพักที่บ้านได้เลย 1-2 วันก็หาย เพียงแต่อย่าไปยกของหรือทำอะไรหนักๆ

หลังจากทำเสร็จ ก็ออกจากโรงพยาบาลด้วยความปลอดภัย งานแต่งที่คิดว่าจะต้องโดนเท ก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ในที่สุดเราก็ได้แต่งงานกัน

หล้งจากแต่งงานกันได้ไม่กี่วัน น่าจะประมาณสักสัปดาห์นึง อยู่ๆ แฟนก็ต้องไปรายงานตัวเพื่อบรรจุเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งทางภาคใต้ ส่วนเราก็ทำงานอยู่ กทม.

ชีวิตคู่จะเป็นยังไง?

เมื่อแต่งงานกันแล้วต้องแยกกันอยู่

ชีวิต คือ ละครดราม่า-น้ำเน่า ที่กำลังจะเริ่มขึ้น ...ใน EP.3

ช่วยซัพพอร์ต ผู้หญิงคนนี้ด้วยนะคะ🤍❤️

#สตอรี่ของฉัน

#เรื่องเล่าความสัมพันธ์

#แชร์ประสบการณ์

#40บวกชอบรีวิว

#วันละโพสต์

กรุงเทพมหานคร
2025/11/1 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมเรื่องราวชีวิตและความรักมักไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป เหมือนละครดราม่าที่ต้องเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝันอย่าง "เกือบโดนยกเลิกงานแต่ง" เนื่องจากมีภาวะแทรกซ้อนในช่วงตั้งครรภ์ เรื่องแบบนี้เป็นได้ทั้งบทเรียนและกำลังใจสำหรับคู่รักที่กำลังเผชิญช่วงเวลาท้าทายเหมือนกัน ในสถานการณ์ที่ผู้หญิงตั้งครรภ์มีอาการเจ็บท้องน้อยและมีเลือดออกจากช่องคลอด ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยว่าการตั้งครรภ์อาจไม่ปกติ เช่น ทารกในครรภ์มีอาการฝ่อ หยุดเจริญเติบโต หรือไม่มีการเต้นของหัวใจตามที่แพทย์วินิจฉัย การตัดสินใจทำขูดมดลูกจึงเป็นทางเลือกเดียวเพื่อป้องกันอันตรายจากภาวะตกเลือดที่เป็นภัยต่อสุขภาพของแม่ ทั้งนี้ การดูแลและทำความเข้าใจจากคู่รักและครอบครัวก็เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ในบริบทสังคมไทย ยังไม่น้อยที่การตั้งครรภ์และปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับครรภ์มักถูกตีความในแง่ลบ เช่น ความเชื่อเรื่อง "ล้มเป็นแล้ง" ที่ทำให้เกิดแรงกดดันและความกังวลใจภายในครอบครัวและญาติพี่น้อง บางครั้งอาจถึงขั้นถกเถียงกันว่าจะเลื่อนหรือตัดสินใจยกเลิกงานแต่งเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ต้องเน้นย้ำว่าการขูดมดลูกเมื่อได้รับการดูแลจากแพทย์มืออาชีพนั้นถือเป็นขั้นตอนที่ปลอดภัยและไม่ส่งผลกระทบรุนแรงหากปฏิบัติตามคำแนะนำหลังทำ เช่น งดยกของหนักและพักผ่อนอย่างเพียงพอ การสื่อสารเปิดเผยอย่างเป็นกันเองระหว่างคู่รักและครอบครัวจึงช่วยลดความเข้าใจผิดและความวิตกกังวลเหล่านี้ได้ สำหรับผู้ที่กำลังเตรียมงานแต่งหรือเผชิญกับสถานการณ์คล้ายคลึงกัน แนะนำให้แสวงหาข้อมูลและคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงหาแนวทางสนับสนุนทางอารมณ์จากคนใกล้ชิด เพราะการมีสุขภาพที่ดีของคู่รักและผู้หญิงตั้งครรภ์คือพื้นฐานสำคัญในการเริ่มต้นชีวิตคู่อย่างมีความสุขและมั่นคง เหตุการณ์ในชีวิตจริงเหล่านี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องดราม่าที่เกิดขึ้นแล้วจบไป แต่ยังเป็นบทเรียนที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับความรัก อุปสรรค และการผ่านพ้นไปด้วยกัน สุดท้ายแล้ว ความไม่สมบูรณ์แบบในชีวิตคือสิ่งที่ทำให้เรื่องราวเหล่านี้มีคุณค่าและเป็นแรงบันดาลใจแก่ผู้คนอีกมากมาย

36 ความคิดเห็น

รูปภาพของ แม่ปอง
แม่ปอง

โหวว น้องลุ้นตามทุกช่วงจังหวะชีวิตของพี่เอ๋เลยจริงๆค่ะ พีคทุกตอน จะไปพีคสุดที่ตรงไหนคะเนี้ยยย

ดูเพิ่มเติม(2)
รูปภาพของ Namaoy
Namaoy

เป็นกำลังใจให้นะค่ะสู้สู้ค่ะ👍👍👍❤️❤️❤️

ดูเพิ่มเติม(1)

ดูความคิดเห็นเพิ่มเติม