สตอรี่50+ :อย่าลืมที่จะรักกัน ในวันที่ยังมีลมหายใจ🖤
แด่พี่ชายที่จากไป...😔🙏
เขียนไปน้ำตาซึมไป แม้เรื่องราวมันจะผ่านมาเกือบ 30 ปีแล้ว
แต่ยังอยู่ในความทรงจำเสมอ
ทุกวันนี้ยังรู้สึกผิดอยู่ตลอด
รู้สึกผิดที่ไม่ได้ทำดีกับเขามากพอ ในตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่
ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เราจะกลับไปแก้ไขทุกสิ่งทุกอย่างที่ผิดพลาด
มารู้สึกสำนึกได้อีกที...เมื่อทุกอย่างมันสายไปเสียแล้ว...🖤
เรามีพี่ชายร่วมสายเลือดเดียวกัน 1 คน
จำได้ว่า ตอนเด็กๆ เรารักกันมากเพราะมีกันอยู่แค่ 2 คน
(มีพี่ชาย-พี่สาวต่างมารดา อีก 3 คน)
จำได้ว่าตอนเด็กๆ พี่ชายเป็นคนเลี้ยงเรา
ไปไหน..แม้กระทั่งเตะบอล ก็กะเตงน้องไปด้วยตลอด
จนโตขึ้น มีอะไรเราก็ยังซัพพอร์ตกันเสมอ
ในช่วงชีวิตของพี่ชายมีแต่ความล้มเหลว
ขีวิตเขาโลดโผน ไม่เคยได้หยุดอยู่นิ่ง เหมือนเป็นโชคชะตา
ให้เขาได้ออกไปเผขิญโลกภายนอก
ตั้งแต่สมัยวัยรุ่น เขาชอบอิสระ ชอบที่จะออกไปใช้ชีวิตด้วยตัวเองมากกว่าอยู่ในครอบครัวที่มีแต่กรอบระเบียบแบบแผน
หลังจากพี่ชายเรียนจบ มศ.5 เขาเลือกที่จะไม่เรียนต่อในระดับปริญญาตรีเหมือนลูกๆ คนอื่น ออกจากบ้านไปใช้ชีวิตของตัวเอง
ตามลำพัง แม้จะลำบากก็พอใจ จนวันนึงรู้สึกว่าอยากมีเงินตั้งตัว สม ัยก่อนคนต่างจังหวัดแถบชานเมือง มักมีค่านิยมชอบไปทำงานเมืองนอก (สำหรับคนที่ไม่ได้เรียนจบสูงๆ) ชอบไปทำงานประเทศแถบตะวันออกกลาง เช่น ซาอุดิอาระเบีย อิรัก ลิเบีย หรือถ้าแถบใกล้ๆก็ญี่ปุ่น มีทั้งไปอย่างถูกต้องของกระทรวงแรงงานผ่านบริษัทจัดหางานต่างๆ (โดนหลอกไปก็มี)
พี่ชายเราเป็นหนึ่งในคนเหล่านั้น เพราะมีญาติเคยไปทำกลับมาส่วนใหญ่มีเงินมีทองเก็บกันมากมาย แต่ลืมไปว่าใช่ทุกคนจะประสบความสำเร็จเหมือนกัน ถ้าได้เงินเย๊อะๆมาหรือมีแล้วไม่รู้จักเก็บรู้จักใช้วันนึงก็มีหมดได้เหมือนกัน
พี่เราตอนมีอู้ฟู่ พอเงินหมดก็ไม่อยากอยู่เมืองไทยเพราะไม่รู้จะเอาวุฒิการศึกษาอะไรไปสมัครงาน เรียนสาชาวิชาชีพก็ไม่ได้เรียน
จึงเลือกทีจะไปเป็นแรงงานในต่างประเทศอยู่หลายปี
ชีวิตพีคและแย่ที่ สุด ที่สุดคือการโดนหลอกให้ไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น ต้องไปเป็นผีน้อย อยู่ด้วยความยากลำบาก สุดท้ายทนความลำบากไม่ไหว ต้องหาหนทางกลับมาเมืองไทยด้วยตัวเอง เมื่อกลับมาก็จะทำให้กลับไปอีกได้ยากแล้ว เพราะขึ้นแบล็กลิสต์
คนที่เคยใช้ชีวิตอิสระ ก็จะชอบความอิสระ แม้จะลำบากก็ไม่เคยกลับมาขอเงินพ่อแม่ใช้ เมื่อกลับมาอยู่ประเทศไทย ก็เลือกที่จะไม่อยู่บ้าน ออกไปใช้ชีวิตอยู่ที่ กทม. ทำอะไร ที่ไหน ก็ไม่บอกให้ใครรู้ เรื่องราวได้เริ่มขึ้น...
ตอนนั้น เราเพิ่งเริ่มทำงานกับบริษัทแห่งหนึ่งย่านราชประสงค์ ยามลำบากพี่ชายก็มีมาขอเงินอยู่บ้างเรื่อยๆ ให้มากบ้างน้อยบ้าง บ่นไปก็เย๊อะ จนวันนึงพี่ชายมาหา พร้อมพาเด็กผู้ชายคนนึงมาด้วยอายุประมาณ ไม่ถึงขวบกว่าๆ มาบอกกับเราว่านี่ คือลููกชายของเขา
ด้ว ยความรักในตัวพี่ขาย ไม่ได้เอ๊ะหรือสงสัยอะไร ลูกของพี่ก็คือหลานของเรา ดังนั้น ทุกวันเสาร์เรามักจะหอบของฝากทั้งเสื้อผ้าเด็ก นม ของกิน ไปเยี่ยมหลานอยู่เป็นประจำ อยู่ไกลแค่ไหนก็นั่งรถเมล์ไปและใช้เวลาอยู่เล่นด้วยนานๆ เป็นแบบนี้อยู่หลายเดือน
แต่วันนึงต้องตกใจ เมื่อมีผู้หญิงคนนึงมาหา แนะนำตัว และบอกเราว่าเด็กคนนี้เป็นลูกของเขากับผู้ชายคนอื่นที่ไม่ใช่พี่ชายเรา เพียงแค่เธอกับพี่ชายเรามีความสัมพันธ์กันใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันไม่นาน เขารู้สึกไม่ดีไม่สบายใจที่พี่ชายมาโกหกเราแบบนี้
เรื่องนี้ทำให้เราโกรธพี่ขายมากๆ ว่าทำไมต้องมาโกหก ความสัมพันธ์เริ่มไม่เหมือนเดิม คุยกันแบบห่างเหิน ไม่สนิทใจ รู้สึกโกรธและเสียความรู้สึกที่โดนพี่ชายตัวเองหลอก (สมัยนั้นเราเป็นคนอารมณ์ร้อน)
ด้วยโชคชะตา วันนึงแม่เด็กก็ทิ้งเด็กน้อยคนนี้ไว้กับหญิงพิการที่เดินไม่ได้ที่เขาจ้างให้เลี้ยงดูแลเด็ก อยู่ๆ ก็หายไป ติดต่อไม่ได้ และไม่เคยกลับมาเยี่ยมลูกอีกเลย เวลาผ่านไปหลายเดือน คนพิการก็เริ่มไม่ไหวกับค่าใช้จ่าย และด้วยความที่เห็นพี่ชายเราเขามีความรักเด็กคนอย่างจริงใจเหมือนเป็นลูก ก็เลยตัดสินใจยกเด็กให้พี่ชายรับเอาไปอุปการะ และพี่ชายก็เอาเด็กคนนี้กลับมาเลี้ยงดูมาอยู่กับแม่ที่บ้านที่ต่างจังหวัด ช่วยแม่ทำไร่ทำสวน จนวันนึงเขาเกิดล้มป่วยลง ใช้เวลารักษาอยู่เป็นปี สุดท้ายเสียชีวิตด้วยวัยเพียง 38 ปี
จากไป..โดยไม่ได้มีการเอ่ยคำลา
จากไป... ทั้งที่ยังมีเรื่องค้างคาใจ
เสียใจ..ที่ทำไมเราถึงไม่ทำดีกับเขาให้มากกว่านี้
เสียใจ...ที่ไม่มีโอกาสได้เอ่ยคำขอโทษ ในสิ่งที่เคยทำไม่ดีกับเขา
ถ้าย้อนเวลากลับไปได้
เราจะทำดี กับเขามากๆ จะให้อภัยและพูดจาปรับความเข้าใจกัน
เพราะมันไม่ใช่เรื่องใหญ่... ถ้าเราจะมองให้ลึก ให้กว้าง
ดังนั้น อยากจะบอกทุกคนว่า
ชีวิตคนเรามันสั้น เราไม่รู้หรอกว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเราบ้าง
ให้รักกันมากๆ และใข้ชีวิตเวลาที่มีอยู่อย่างมีความสุข
อะไรให้อภัยกันได้ก็ให้อภัยกัน
เพื่อวันนึงจะได้ไม่เสียใจทีหลัง ในแบบที่เราเป็น...😔
ปัจจุบันเด็กคนนี้อายุประมาณ 30 ปี
ยังอยู่กับแม่เราที่ต่างจังหวัด
แม่ก็รัก เหมือนเป็นตัวแทนของพี่ชาย
เลี้ยงดูเขาเหมือนลูก-หลานมาจนถึงทุกวันนี้
เรื่องราวที่แชร์นี้ทำให้เรานึกถึงความสำคัญของคำว่า "รัก" และ "ให้อภัย" ในชีวิตจริงมากขึ้น จากประสบการณ์ของผู้เขียน เราเห็นได้ชัดเจนว่าชีวิตคนเราไม่แน่นอน พี่ชายที่เผชิญกับอุปสรรคและความล้มเหลวในชีวิต แต่ยังคงมีสิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลง คือความรักต่อน้องและความตั้งใจดูแลเด็กน้อยอย่างจริงใจ แม้จะไม่ได้สมบูรณ์แบบก็ตาม หลายครั้งเรามักคิดว่าเวลามีมากพอสำหรับการปรับความเข้าใจกัน หรือหวังว่าจะมีโอกาสแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดเมื่อวาน แต่แท้จริงแล้วเวลานั้นอาจจะหมดไปอย่างรวดเร็ว โดยที่เราไม่ได้ทันตั้งตัว เมื่อพี่ชายจากไปโดยไม่ได้กล่าวคำลาและยังคงเรื่องค้างคาใจอยู่ในใจของน้องสาว นั่นเป็นบทเรียนล้ำค่าสำหรับทุกคน สำหรับใครที่กำลังมีพื้นที่แห่งความเจ็บปวด หรือกำลังเผชิญกับความผิดหวังในความสัมพันธ์บางอย่าง ผมอยากจะบอกว่าการให้อภัยเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยเยียวยาทั้งตัวเราและคนรอบข้าง อย่าเก็บความโกรธหรือความเจ็บปวดไว้คนเดียว เพราะมันอาจกลายเป็นภาระหนักที่ทำลายใจเราในระยะยาว นอกจากนี้ การรักและดูแลกันและกันตั้งแต่วันนี้ แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น การแสดงความห่วงใย การพูดคุย และการเข้าใจซึ่งกันและกัน จะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่อบอุ่นและมั่นคง รวมถึงช่วยลดความเสี่ยงของคำ "เสียใจ" ที่มากับการพลาดโอกาสในอนาคต เรื่องราวในบทความนี้สะท้อนถึงชีวิตจริงในหลายครอบครัวที่เด็กจำนวนมากต้องเผชิญกับปัญหาชีวิตหลังจากพ่อแม่หรือผู้ปกครองจากไป การที่แม่เลี้ยงดูเด็กน้อยแทนพี่ชายอย่างรักและเอาใจใส่ก็เป็นอีกตัวอย่างของความรักที่ไม่สิ้นสุดและการให้โอกาสใหม่ๆ กับชีวิต สุดท้ายนี้ อยากจะฝากให้ทุกคนลองสำรวจความรู้สึกของตัวเองและคนรอบข้าง ใช้เวลาที่มีอยู่ให้คุ้มค่า และอย่าลืมพูดคำว่า "รัก" และ "ขอโทษ" เมื่อยังมีโอกาส เพราะสิ่งเหล่านี้อาจเป็นของขวัญที่มีค่าที่สุดสำหรับชีวิตใครอีกหลายคน


พี่ชายเป็นคนจิตใจดีงามค่ะ🥰