เด็กจบใหม่ ฉบับ50+ ชีวิตไม่ง่ายอย่างที่คิด!

จากเด็กต่างจังหวัด ที่ต้องเข้ามาต่อสู้เพียงลำพังใน กทม. โดยไม่รู้จักใครเลย ขีวิตการทำงาน จะมีอุปสรรคมั๊ย? เราจะฟันฝ่าไปได้หรือไม่...

ย้อนไปเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว เมื่อเรียนจบ ป.ตรี ก็มุ่งหน้าลงมา กทม.เพื่อหางานทำ มาคนเดียวโดยไม่มีเพื่อน ไม่รู้จักใครเลย

ดีที่พี่สาวฝากให้พักบ้านเพื่อนแถวซอยราขครู ในระหว่างมา

สมัครงาน

การสมัครงานในยุคนั้น ที่ยังไม่มีเทคโนโลยีมากนัก คือสมัครตามประกาศใน นสพ. หรือในอินเตอร์เน็ต บางแห่งเราก็ใช้เดิน walk in เข้าไปถามเอา เห็นตึกไหนดูดีแวะเลย ตอนนั้นคิดว่าอยากเป็นสาว PR โรงแรมมันน่าจะเริ่ดดี ไปสมัครมาเป็น 20 กว่าแห่ง ส่วนมากจะติดต่อกลับไป บ้างก็บอกว่าเต็ม

จำได้ว่าเดินใส่ส้นสูงหางาน เดินจนรองเท้ากัด นั่งรถเมล์ตะเวณตามบริษัทต่างๆ นั่งรถเมล์ผิดสายก็มี แต่การนั่งรถผิดสายในวันนั้น ทำให้หลงทางมาย่านราขประสงค์ จึงได้โอกาสทำงานกับบริษัทยักษ์ใหญ่ของกลุ่มตระกูลเตชะไพบูลย์ ผู้บริหารโครงการเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์กรุงเทพฯ ในตำแหน่งพนักงานประขาสัมพันธ์ (PR) อัตราเงินเดือน 5.000฿

ความยากของเด็กจบใหม่ อาจไม่ใช่งาน แต่เป็นการทำงานกับคนที่เราต้องเจอ โชคดีเจอเจ้านายหรือผู้ร่วมงานดี ทุกอย่างก็ราบรื่น แต่ถ้าโชคร้ายล่ะ...

เมื่อเราต้องทำงานกับผจก.สาวแก่วัยเก๋า 60+ ที่ดูถือตัว เหย่อหยิ่งมองเราด้วยหางตา แบบเหยียดๆ ตั้งแต่หัวจรดเท้า เหมิอนประมาณว่า เธอมันเด็กจบใหม่ แล้วมาจาก ตจว.ด้วย จะทำงานได้เหรอ เอาซิตรู..ทำงานวันแรกก็เจอด่านหินซะแล้ว คนเรามันจะรับรู้ด้วยสัญชาตญาณว่าใครเป็นมิตรเป็นศัตรู

สิ่งที่เจอวันแรกคือ ไม่สอนงาน พูดจากัดจิก มีงานปุ๊ปมอบหมายให้ไปทำเลย จำได้ว่ามีกิจกรรมเปิดร้านค้าและเราต้องถ่ายรูป ทำข่าว ยังจำภาพเหตุการณ์วันนั้นได้ คือ Sheโยนอัลบั้มรูปใส่หน้า “บอกถ่ายอะไรมาไม่ได้เรื่องเลย จะส่งข่าวได้ยังไง แล้วเธอเขียนข่าวอะไรเนี่ย ใช้ไม่ได้เลย ไหนบอกเรียนมา” ดิฉันก็น้ำตาแตก แต่ก็ใช้ลูกนิ่ง โดนว่าอย่างนั้นทุกวัน ๆ ร้องไห้ทุกวัน ทำอะไรก็ไม่ถูกใจ She จนความอดทนเริ่มมีขีดจำกัด เริ่มสู้กลับเป็นไงเป็นกัน อย่างมากก็แค่ลาออก...หางานใหม่ฟ่ะ!

👧พี่คะ หนูเป็นเด็กใหม่ หนูยังไม่เป็นงาน พี่เป็นหัวหน้าก็

ควรสอนงานหนู บอกหนูว่าต้องทำยังไง? ถึงจะถูกใจพี่

ไม่ใช่มาด่าหนูทุกวันแบบนี้

👵 ก็ชั้นไม่ชอบสอนคน ขั้นสอนคนไม่เป็น

👧คือหนูทำอะไรดูผิดไปหมดเลยค่ะ ถ้าเป็นแบบนี้หนูขอลาออกค่ะ..

ว่าแล้วก็เดินร้องไห้ไปฝ่ายบุคคล

ผจก.ฝ่ายบุคคลก็ดึงสติและสอนให้เราต้องรู้จักอดทน ต้องเอาชนะใจเขาให้ได้ เพราะไม่ว่าที่ไหนก็ต้องมีอุปสรรค บลาๆๆๆ พูดจนเราใจอ่อน และเขาก็ได้เรียก She ไปปรับทัศนคติว่าการทำงานต้องให้โอกาสคน และค่อยๆสอนกันไป จะไปหาคนเก่งเลยมันไม่มีหรอก!

แล้วเขาก็มองเห็นแววเราว่าน่าจะทำงานด้านนี้ได้ดี

จุดนั้น เป็นจุดเปลี่ยนชีวิตทำให้เราฮึดสู้...ทำทุกอย่าง เรียนรู้และพัฒนาตัวเอง จนเธอยอมรับเรา เพราะทำงานแทน Sheได้แทบทุกอย่าง รู้งาน รู้หน้าที่ โดยไม่ต้องบอก

-----------------------------------------------------

ในสมัยนั้น งานPR จะเน้นงานด้านสื่อสารมวลชน การเขียนข่าวส่งข่าว นสพ.เป็นหลักอย่างไทยรัฐ เดลินิวส์ บ้านเมือง สยามรัฐ ข่าวสด ถ้าแนวธุรกิจก็ต้องกรุงเทพธุกิจ ฐานเศรษฐกิจ ประชาขาติธุรกิจ มติขน ไทยโพสต์ ภาคภาษาอังกฤษก็ The Nation ,Bangkoj Post เป็นต้น หลังๆ มีเพิ่มเป็นทำสกู๊ปข่าวส่งนิตยสาร (แพรว แพรวสุดฯ ผู้หญิง ผู้หญิงวันนี้ เปรียว Image ขวัญเรือน ฯลฯ

หน้าที่หลักๆของ PR คือ

(1)ตัดข่าวจากนสพ.ทุกวัน ส่งให้ผู้บริหารอ่าน เพื่อให้รับรู้ข่าวสารความเป็นไปของบริษัทและคู่แข่ง รวมถึงข่าวที่คิดว่ามีประโยชน์ ตัดติดกาวจนมือดำทุกวัน วันๆ อ่านนสพ.ไม่น้อยกว่า 10 ฉบับ

(2) เป็นช่างภาพถ่ายรูปกิจกรรมต่างๆของของบริษัทและกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในศูนย์การค้า WTCB (เวิลด์เทรด) กล้องที่ใช้ยังเป็นกล้องรุ่นปรับหน้ากล้อง Nikon และรูปฟิล์มอยู่เลย

(3) เขียนข่าว-ส่งข่าว-ภาพข่วาไปยังนสพ./นิตยสารฉบับต่างๆ

(4) หลักๆ คือต้องรู้จักสื่อ ติดต่อสื่อ ต้องมีคอนเนคชั่นกับสื่อหลายแขนง

(5) จัดงานแถลงข่าว เวลาที่บริษัทต้องการแถลงความคืบหน้าในโครงการต่างๆ

(6) มีหน้าที่แก้ข่าว ในกรณีที่มีข่าวเสียหายหรือข่าวเชิงลบ

(7) ติดตามเจ้าของบริษัทฯ ร่วมงานสังคมต่างๆ

PRในยุคนั้นคือยุคเก่าจริงๆ เป็นPR.เชิงรับมากกว่าเขิงรุก สื่อคือพระเจ้า และคอนเนคชั่นก็แปลกๆ บางทีต้องไปซื้อหน้าโฆษณา สนับสนุนวันครบรอบนสพ. ต้องมีกระเช้าของขวัญไปมอบให้ในเทศกาลสำคัญต่างๆ ถึงจะได้มีโอกาสได้มีพื้นที่ลงข่าว งานไหนใหญ่หน่อย มีนักข่าวมาทำข่าวเอง

การติดต่อ ก็ส่งเป็นจดหมาย เป็น Fax หรือไม่ก็โทรศัพท์

ไม่มี E-Mail ไม่มีไลน์ ไม่มีเครื่องมือทันสมัวเหมือนยุคนี้

----------------------------------------------------

ทำงานได้ 1 ปี ผลงานไปเข้าตาเจ้าของบริษัท ได้รับคำชมจนได้รับการโปรโมทให้ขึ้นเป็นหัวหน้าส่วนงานPR จำได้ว่าได้รับปรับฐานเงินเดือนจาก 5,000฿ เป็น 15,000฿

ชีวิตการทำงาน เริ่มเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง เมื่อมีการขยายแผนกให้ใหญ่ขึ้น เป็นอPR.เชิงรุกรับคนเข้ามาเสริมทีม ทั้งส่วนงานโฆษณา งานสิ่งพิมพ์ งานสื่อสารมวลชน และงานกิจกรรมPR ทำให้เราเติบโตและได้รับประสบการณ์ดีๆในหลายๆด้าน มีเพื่อนร่วมงานที่ดี และตำแหน่งสุดท้ายที่ได้รับก่อนลาออกคือ รักษาการ ผจก.ฝ่าย PR รวมระยะเวลากว่า 10 ปี ที่ทำงานที่นี่ อัตราเงินเดือนสุดท้าย คือ 24,000บาท(ส่วน She ก็นั่งเป็นที่ปรึกษา เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่)

สิ่งที่ทำให้เราได้เรียนรู้

🔺เราต้องพร้อมที่จะเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ จึงจะพบกับความสำเร็จ

🔺การเอาชนะใจคน ไม่ใช่เอาชนะด้วยความชื่นขอบ แต่ต้องเอาชนะด้วยผลงาน

🔺ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น ยังคงใช้ได้เสมอ

🔺ความอดทน ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคและปัญหา คือสิ่งสำคัญที่สุดในการทำงาน

🔺จงเป็นแก้วที่พร้อมเติมน้ำอยู่เสมอ อย่าทำตัวเป็นน้ำที่ล้นแก้ว

🔺การปรับตัวให้เข้ากับผู้ร่วมงานอื่นๆทั้งในและนอกแผนกเป็นสิ่งสำคัญทำให้การทำงานราบรื่น

🔺การทำงานสอนให้เรารู้จักการแก้ไขปัญหา

หลังจากนั้น ก็ถึงจุดเปลี่ยนชีวิตครั้งใหญ่ เมื่อกลุ่มเซ็นทรัลเข้ามาเทคโอเวอร์ และระดับ ผจก.ขึ้นไปเขาไม่รับเข้าทำงาน ได้เงินเลิกจ้างมาก้อนนึงประมาณ 500,000฿ และมาใช้ชีวิตแม่บ้านเลี้ยงลูกอย่างเต็มรูปแบบ

กว่าชีวิตจะมาถึงจุดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย

ในระหว่างทางเดินเราอาจพบเจออุปสรรคมากมาย

ขอให้อดทนและผ่านมันไปให้ได้ และวันนึงจะพบกับความสำเร็จ

#Lemon8ชวนเล่า

#ย้อนวันวาน

#กว่าจะมีวันนี้

#Lemon8Box

#เล่าประสบการณ์

5/19 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมในชีวิตการทำงานของเด็กจบใหม่ ไม่ว่าจะผ่านมานานเท่าใด การเริ่มต้นในเมืองใหญ่กับความไม่รู้จักใครสักคนก็ยังเป็นบททดสอบที่ยากสำหรับหลายคน โดยเฉพาะเมื่อก้าวเข้าสู่วงการสื่อสารมวลชนและประชาสัมพันธ์ที่ต้องใช้ความอดทนสูง การเผชิญหน้ากับเจ้านายที่เข้มงวดและเพื่อนร่วมงานที่ไม่เป็นมิตร อาจทำให้หลายคนรู้สึกท้อแท้และอยากยอมแพ้ แต่ประสบการณ์จะสอนให้เราแข็งแกร่งและรู้จักวิธีจัดการกับความขัดแย้งเหล่านั้น จากเรื่องเล่าชีวิตของเด็กจบใหม่ที่มาไกลถึงวัย 50+ นี้ เราได้เห็นว่าการอดทนและความตั้งใจในการพัฒนาตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ เพราะการเข้าใจหน้าที่การงาน การรู้จักสื่อและคอนเนคชั่น รวมถึงทักษะการจัดการสื่อและกิจกรรมต่างๆ เป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องเรียนรู้ในระยะยาว ในยุคทองของ PR ขณะนั้น บทบาทของพนักงานในตำแหน่งประชาสัมพันธ์ไม่ได้จำกัดแค่การประชาสัมพันธ์อย่างเดียว หากแต่ยังต้องรับหน้าที่ถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์ม ใช้เวลาในการตัดข่าวจากหนังสือพิมพ์หลายสิบฉบับทุกวัน และจัดงานแถลงข่าว ซึ่งเครื่องมือและเทคโนโลยียังไม่ได้ทันสมัยเหมือนปัจจุบัน เช่น ไม่มีอีเมลล์หรือไลน์ ต้องพึ่งพาการส่งแฟกซ์และโทรศัพท์เท่านั้น การทำงานในสภาพแวดล้อมแบบนี้สอนให้รู้จักจับประเด็นข่าวสำคัญ การวางแผนงาน และการเป็นผู้แก้ไขปัญหายามเผชิญสถานการณ์ลบ ทั้งหมดนี้ล้วนสร้างพื้นฐานที่แข็งแรงให้กับการทำงานในยุคต่อมา สำหรับใครที่กำลังเริ่มต้นชีวิตการทำงาน ไม่ว่าจะอายุเท่าไรก็ตาม ก็ควรเตรียมใจรับกับความท้าทายด้วยความอดทนและความมุ่งมั่น เหมือนอย่างที่เรื่องเล่านี้ได้ชี้ให้เห็นว่า ความสำเร็จไม่ใช่เรื่องที่มาอย่างง่ายดาย แต่ถ้าใจเราแน่วแน่พร้อมเรียนรู้และปรับตัว เราก็จะสามารถผ่านอุปสรรคทั้งหลายไปได้ และวันหนึ่งความสำเร็จก็จะตามมาเองในที่สุด ถ้าคุณเป็นเด็กจบใหม่หรือกำลังเหนื่อยกับการทำงานในปัจจุบัน อย่าลืมนำประสบการณ์ตรงนี้มาเป็นแรงบันดาลใจและแนวทางในการเติบโต เพราะชีวิตจริงต้องใช้ทั้งความรู้ ทักษะ การอดทน การปรับตัว และที่สำคัญคือความตั้งใจที่ไม่ยอมแพ้

10 ความคิดเห็น

รูปภาพของ SODA
SODA

เหมือนกันเลยค่ะ สมัยก่อนหางานยากมาก เดินหางาน ส่งเอกสรสมัครงาน มากมาย อายุน่าจะไม่ห่างกัน ผ่านงานดุเดือดจาก สายPR มาสู่สายกฎหมายแรงงาน ทำงานไม่ง่ายแต่ยุคนั้น ภูมิใจมากเลย ขอบคุณที่แชร์ประสบการณ์ ดีใจที่ได้อ่าน สมเป็น PR ระดับต้นๆเลยค่ะ

ดูเพิ่มเติม(3)
รูปภาพของ Angie‘s Closet
Angie‘s Closet

นึกถึงตอนสมัครงานสมัยก่อนเลยนะคะ ไม่ดิจิตอลเหมือนสมัยนี้ 😂 เดินหางาน วิ่งรอกสัมภาษณ์ เห็นภาพมากๆเลยค่ะ 😂 พีอาร์งานล้นมือจริงๆ มิน่าพี่เอ๋ถึงเขียนคอนเทนต์เก่งมากๆค่ะ 👍

ดูเพิ่มเติม(5)