Automatically translated.View original post

Reviewing a mentalist when I'm too determined.🥲🥹

In the past, we grew up with people who had to study hard, work hard, life would be in the best possible spot until we were very determined until we didn't talk to anyone, didn't go to eat with friends, and started crying without cause, started thinking badly about ourselves 🥲 without having any stress before, so we went to see a psychologist until we found that

We intend and expect that the work will work well if we cut off the time of giving others. The time of acquisition does not make the work more focused. When the work does not leave, the more and more you press yourself, the more and more you blame yourself. 🌀

The conclusion is that we are "too determined." That is, we should share some time to talk or interact with other people. 🥹 Because even if we cut those times, the efficiency of our work is not less, and it also improves mental health. ❤️‍🩹 The doctor said that, so we return to a normal life and start to realize that it is true as the doctor actually said, hahahaha. This is not surprising, haha. But it is an experience that we can feel, check points in a good life as well. It seems to have grown one step further. ❣️

💭 anyone with a similar experience can share it. 😁

# Habit review # Self review # lemon 8 diary # Mind health # Howtoglowup

2025/9/23 Edited to

... Read moreหลังจากวันที่ไปพบนักจิตวิทยา (ตอนนั้นรู้สึกเลยว่า “เมื่อความตั้งใจย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง”) เราค่อยๆ เข้าใจว่า ปัญหาไม่ใช่เราไม่เก่ง หรือขี้เกียจ แต่เป็น “มาตรฐานในหัว” ที่สูงจนไม่มีพื้นที่ให้คนอื่นและตัวเองหายใจ พอเวลางานไม่ออกก็กลายเป็นวงจร โทษตัวเอง–กดดัน–สมาธิยิ่งหาย–ยิ่งทำไม่ได้ สิ่งที่นักจิตวิทยาช่วยให้เรามองเห็น คือสัญญาณเตือนของการตั้งใจมากเกินไปที่หลายคนมองข้าม เช่น - แยกตัว: ไม่อยากคุยกับใคร ไม่ไปกินข้าวกับเพื่อน เพราะคิดว่าเสียเวลา - คิดวนเรื่องงาน/เรียนตลอดเวลา แม้เวลาพักก็ยังรู้สึกผิด - ร้องไห้หรือดาวน์แบบไม่มี “เหตุการณ์ใหญ่” มากระตุ้น - พูดกับตัวเองแรงๆ เช่น “ทำไมแค่นี้ยังทำไม่ได้” เราลองทำตามที่หมอแนะนำแบบง่ายๆ ก่อน (ไม่ฝืนให้ชีวิตเปลี่ยนทีเดียว) แล้วมันช่วยจริง: 1) แบ่งเวลาพักแบบตั้งใจ (Scheduled break) เราเคยคิดว่าพักคือความอ่อนแอ แต่จริงๆ พักคือส่วนหนึ่งของการทำงานให้ดีขึ้น ลองตั้งเวลาพักสั้นๆ 10–15 นาทีทุก 60–90 นาที ลุกไปดื่มน้ำ ยืดตัว หรือเดินออกจากหน้าจอ แล้วค่อยกลับมา 2) เปลี่ยนจาก “ต้องเพอร์เฟกต์” เป็น “เวอร์ชันที่ส่งได้” เราลองตั้งเป้าว่า งานต้อง “เสร็จ” ก่อน “สวย” ทำร่างแรกให้จบ แล้วค่อยปรับทีหลัง พอมีชิ้นงานให้จับต้องได้ ความกดดันลดลงมาก 3) ใส่กิจกรรมที่มีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นกลับเข้ามา หมอบอกว่าการคุยกับคนอื่นไม่ใช่การเสียเวลา แต่เป็นการเติมพลังใจ เราเริ่มจากเรื่องเล็กๆ เช่น ไปกินข้าวกับเพื่อนสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หรือโทรหาเพื่อนสนิท 10 นาที แล้วสังเกตว่ากลับมาทำงาน “โล่งกว่าเดิม” จริงๆ 4) ฝึกประโยคใจดีกับตัวเอง เวลางานไม่ออก เราเปลี่ยนจาก “ฉันแย่” เป็น “ตอนนี้เหนื่อยมากเลย ขอลองใหม่ทีละนิด” แปลกมากที่แค่เปลี่ยนคำพูดกับตัวเอง สมองมันเหมือนได้อนุญาตให้เริ่มใหม่ 5) ถ้าจะไปพบนักจิตวิทยา/จิตแพทย์ ควรเตรียมตัวยังไง - จดอาการที่เกิดขึ้น (ร้องไห้บ่อยแค่ไหน นอนไม่หลับไหม กินข้าวได้ไหม) - จดเหตุการณ์/ความคิดที่วนซ้ำ - ตั้งคำถามที่อยากได้คำตอบ เช่น “ทำไมฉันถึงกดดันตัวเองขนาดนี้” สุดท้ายอยากบอกว่า การไปพบผู้เชี่ยวชาญไม่ได้แปลว่าเรา “พัง” แต่มันคือการเช็กอินสุขภาพใจเหมือนตรวจร่างกาย และสำหรับเรา มันเป็น checkpoint ที่ทำให้โตขึ้นจริงๆ ใครเคยเจอความตั้งใจที่ย้อนมาทำร้ายตัวเองเหมือนกัน มาแชร์กันได้นะ