✅📌รักษาศีลสิจ๊ะ

การที่จิตเราเข้าถึงกระแสของสมาธิ เข้าถึงกระแสพระรัตนตรัยแล้ว เค้าเรียกว่ากำจัดนิวรณ์ได้ เป็นผู้ที่ตื่นจากฝัน..อย่างนี้ ผู้ที่ตื่นจากความฝันเป็นยังไง คือเห็นตามความเป็นจริงแล้ว เห็นว่ากายนี้มันมีทุกข์ เห็นว่าภัยนี้กำลังจะเกิดขึ้น มันเกิดขึ้นด้วยอะไร..คือมีความเสื่อมแก่ตลอดเวลาทุกขณะ ตายอยู่ทุกขณะของกายนี้ แม้นอนอยู่กายก็เสื่อม ดังนั้นแล้วให้เราพิจารณาลงไป

การประพฤติปฏิบัติอย่าไปห่วงกายสังขาร เราจะเจ็บป่วยไข้ไม่สบาย หมอบอกว่าต้องนอนพักผ่อนให้มาก นอนพักผ่อนมากก็ติดในสุข ก็เป็นตัวบำรุงบำเรอในโรคภัยไข้เจ็บ ความเป็นจริงแล้วการพักผ่อนที่ดีที่สุด..คืออะไร คือทำจิตให้สงบ บางคนได้พักผ่อนก็จริง..แต่จิตหาความสงบไม่ได้ คือคิดอยู่ตลอดเวลา นั่นแหละที่ตัวทำให้โรคนั้นมันกำเริบ

ดังนั้นเมื่อจิตเรามีความสงบก็คือศีล เมื่อศีลเราเป็นปรกติ จิตเราเป็นปรกติแล้ว..โรคมันก็ระงับ มันก็ไม่กำเริบ นี้เราจะทำยังไงให้ร่างกายเรามีความแข็งแรง บางคนบอกว่าไปออกกำลังกาย อันนั้นกายจะแข็งแรงมั้ย บางคนไปออกกำลังกายก็ได้ความเจ็บป่วยมา..

แต่ความเป็นจริงแล้วจะทำให้กายแข็งแรงนี้ทำอย่างไร รักษาศีลสิจ๊ะ อย่างน้อยเอาศีล ๕ ก่อน วันศีล..วันโกน..วันพระ..ก็เอาศีล ๘ นี่แหละจะทำให้ร่างกายเราแข็งแรง อย่างน้อยศีล ๕ ทำให้ได้ บางคนบอกว่าจะไปรักษาศีลทำไม เพราะคนเราก็มีศีล ๕ อยู่แล้ว ใช่..มีศีล ๕ อยู่แล้ว แต่ถามว่ามันบริบูรณ์มั้ย มันพร่องมั้ย..ศีล ๕

เมื่อเราถามย้อนกลับไปผู้ที่ประพฤติปฏิบัติ..มันจะรู้เลยว่า อ้อ..ศีลเรายังมีความด่างพร้อยอยู่ นั้นศีล ๕ เมื่อเรายังมีความบกพร่อง ความเดือดเนื้อร้อนใจมันก็ยังมีอยู่ ความบกพร่องก็ยังมีอยู่ โภคทรัพย์มันก็ยังพร่อง จิตมันก็ต้องแสวงหาอยู่อย่างนั้น เพราะมันมีความหิวมีเวทนาอยู่

ดังนั้นสิ่งเหล่านี้มิต้องไปแสวงหา..แต่ต้องหยุดแสวงหา หยุดตัณหา หยุดความอยาก หยุดอุปาทาน หยุดความคิดซะ เมื่อเราหยุดเสียแล้ว..สิ่งเหล่านี้มันจะมารวมตัวกันให้เข้าถึงความสงบ นั่นแหละคือความเป็นศีล เมื่อมีความสงบเป็นศีลมีจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิเมื่อไหร่ โดยธรรมชาติแล้วทุกสรรพสิ่งทั้งหลาย เค้าบอกว่า..อะไรที่เป็นของเรา เมื่อจิตเราเข้าถึงความดีแล้ว..ก็คือศีล มันจะบริบูรณ์ไปด้วยโภคทรัพย์ บริบูรณ์ไปด้วยทานอะไรก็ตาม วาสนาก็ตาม..

เมื่อเราทำในศีลให้ได้แล้ว..สิ่งใดที่เราปรารถนาก็ดี มันจะเกิดขึ้น เพราะอะไร..ก็เพราะว่าศีลตัวนี้แล มันคือโภคทรัพย์สมบัติ มันคือคลังแห่งความดี เมื่อจิตเรามาตั้งมั่นอยู่ในกุศลแล้ว นั้นอย่างน้อยให้เรามีศีล ๕ เป็นพื้นฐานเสียก่อน พอเรามีศีล ๕ แล้วทีนี้ เมื่อเรามีหิริมีโอตัปปะแล้ว..จิตเราจะเป็นภูมิของเทวดา นี่..เมื่อเราเป็นเทวดาเมื่อไหร่ เค้าบอกว่าทรัพย์ของเทวดามันจะมีมาก

ครั้นเมื่อเราคิดเราปรารถนา เมื่อเรามีภูมิจิตของเราเป็นเทวดาแล้ว เราก็จะมีไปเกี่ยวข้องกับเทวดา เค้าเรียกว่ามีความเป็นทิพย์ เทวดาเค้าจะดลจิตดลใจในความปรารถนาที่เรานั้นปรารถนาได้ ตามกำลังกุศลบารมีของเรา

ดังนั้นอย่างที่บอกว่า..อย่ารอให้อะไรมันพร้อม ไม่ใช่บอกว่าศีลเรานั้นไม่พร้อม บางคนบอกว่า..วันนี้ฉันคงไม่พร้อม ว่าฉันไปล่วงละเมิดในศีล..ไปดื่มสุรามา แต่ถามว่าเมื่อครั้นเราจะมาเจริญภาวนา มาสวดมนต์ภาวนา..ขณะนั้นเราได้ดื่มหรือเปล่า เราได้ละมันหรือไม่

เราเมื่อมีเจตนาปรารถนาจะสร้างกุศล อกุศลในกรรมชั่วทั้งหลายที่เราล่วงมาแล้ว มันเป็นเรื่องของกรรมที่ผ่านมาแล้ว กรรมปัจจุบันต่างหากที่จะให้ผลคือกรรมดี ดังนั้นเมื่อเรามีความละอายแล้ว อยากจะประพฤติปฏิบัติ อยากจะภาวนา อยากจะสวดมนต์ นี่แหละ..คือจุดเริ่มต้นแห่งการเปลี่ยนแปลง คือจุดเริ่มต้นแห่งกรรม..

กรรม..ไม่ได้บอกว่าใครจะมาลิขิต เทพพรหมไม่ได้มาลิขิตเรา เราต่างหากที่จะลิขิตได้..ลิขิตกรรมของตัวเองได้ ไม่เคยมีใครเลยที่ไม่เคยทำความชั่ว ไม่เคยทำความเลวชั่วช้าลามกทั้งหลาย แต่จิตที่มีกุศลความดี ปรารถนาจะสร้างคุณงามความดี ตัวเหล่านี้แหละที่จะปลุกขึ้นมา เค้าเรียกว่าญาณ..ญาณทัศนะ ที่จะเกิดความละอายในกรรมชั่วของตัวเอง

ดังนั้นขณะที่เรามาเจริญภาวนาจิต..หากจิตเราไปคิดถึงกรรมชั่วที่เราทำอยู่ ก็ให้ระลึกถึงความละอายในกรรมชั่วเหล่านั้น แล้วก็กลับมาตั้งสติใหม่..ภาวนาอบรมลงไป อย่าให้จิตนั้นไปติดอยู่ในอกุศล เมื่อจิตมันตั้งจิตอยู่ในอกุศลแล้ว ในขณะที่จิตเรายังไม่มีกำลังมากพอ..มันจะทำให้เรามีความท้อแท้ เหนื่อยหน่ายในการทำความดี

นั้นการทำความดีก็ไม่ใช่ของง่าย ดังนั้นเมื่อเรามีภาวนาลงไป..แม้เราไม่ได้มาเจริญกรรมฐาน อย่างที่บอกว่าเราจะทำอย่างไรให้ศีลเรานั้นมันมีกำลัง ก็อาศัยการภาวนา ตราบใดที่เรานั้นไม่ภาวนา..จิตนี้มันจะมีเวทนาหิวโหย เหมือนสัมภเวสี

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าจิตเราเริ่มเป็นสัมภเวสี เริ่มคิดฟุ้งซ่าน อยากได้อย่างโน้นอยากได้อย่างนี้ คิดไปคิดมามีแต่ความอยาก มีแต่ความโลภ มีแต่ความโกรธ มีแต่ความหลง นั่นเรียกว่าสัมภเวสี หาที่จุดมุ่งหมายไม่ได้ แต่พอเรามีภาวนากำกับลงมา ไอ้สิ่งที่เราคิดฟุ้งซ่านเหล่านั้นมันจะเริ่มระงับลง เพราะเรามีสติมีฐานที่ตั้ง

นั้นเราต้องมีฐานที่ตั้งในกายหรือสติปัฏฐาน คือมาดูลมหายใจมาภาวนา มาเจริญอานาปานสติก็ดี แล้วมีภาวนาพุทโธ ธัมโม สังโฆ..พุทธัง สรณัง คัจฉามิ..มากำกับในจิตไว้ นี่แหละมันจะเรียกว่าการหล่อเลี้ยงจิต ให้เรานั้นตั้งมั่นอยู่ในความดี เค้าเรียกว่าการทรงความดี..

เทศนาธรรมกรรมฐาน วันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๖๘

มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต

บ้านโปร่งวิเชียร อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี

ติดตามข้อมูลข่าวสารกิจกรรมของมูลนิธิได้ทาง https://www.facebook.com/mprs.foundation

ติดตาม คลิปธรรมะได้ทาง YouTube channel : ธรรมะมหัศจรรย์ ตามรอยธรรมสมเด็จโต

เทศบาลนครนนทบุรี
2025/10/12 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่สนใจเรื่องการรักษาศีล 5 และการนำหลักธรรมไปใช้ในชีวิตประจำวัน การ์ตูนศีล 5 เป็นสื่อที่เข้าใจง่ายและเหมาะกับเด็กๆ เพื่อสร้างความรู้พื้นฐานว่า ศีล 5 คืออะไร และเพราะเหตุใดจึงสำคัญต่อการดำเนินชีวิตในทางที่ดี การ์ตูนยังช่วยเสริมสร้างจินตนาการและความเข้าใจผ่านภาพสีสันสดใส นอกจากการศึกษาที่โรงเรียนวัดไตรรัตนารามที่เน้นส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และการรักษาศีล เราสามารถนำหลักศีลไปประยุกต์ใช้ได้ในทุกสถานการณ์ เช่น การละเว้นจากการโกหก ลักขโมย หรือทำร้ายผู้อื่น ซึ่งเป็นพื้นฐานของการสร้างสังคมที่สงบสุข ประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้รักษาศีล 5 อย่างจริงจังพบว่าจิตใจสงบขึ้นมาก ความอยาก โลภ โกรธ หลงลดน้อยลง ส่งผลดีต่อสุขภาพกายโดยรวม ไม่ได้เน้นการออกกำลังกายหนัก หรือการพักผ่อนแบบปกติ แต่เน้นการมีจิตใจที่สงบและมั่นคงเพื่อต้านทานโรคได้ดีกว่า การสวดมนต์ภาวนาและใส่ใจลมหายใจช่วยให้การรักษาศีลไม่เป็นเรื่องยากและเกิดความสุขภายในใจ ขอแนะนำให้ลองเริ่มด้วยการตั้งใจรักษาศีล 5 ขั้นพื้นฐาน ควบคู่กับการฝึกกำหนดลมหายใจ และใช้คำภาวนาอย่าง "พุทธัง ธัมโม สังโฆ" เพื่อหล่อเลี้ยงจิตใจ จากนั้นจิตจะยิ่งสงบและลึกซึ้งยิ่งขึ้น สุดท้ายอย่าคาดหวังความสมบูรณ์แบบในทันที เพราะทุกคนล้วนเคยทำผิดพลาด แต่จุดเริ่มต้นคือเจตนารมณ์และความตั้งใจที่อยากเปลี่ยนแปลง พยายามภาวนาและรักษาศีลอย่างต่อเนื่อง สิ่งดีๆ ทั้งภายในและภายนอกจะค่อยๆ เกิดขึ้นตามมาแน่นอน