อุปสรรค 8 ประการ ที่ทำให้ไปไม่ถึงนิพพาน
อุปสรรค 8 ประการ ที่ทำให้ไปไม่ถึงนิพพาน
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ฝั่งแม่น้ำคงคา
ขณะนั้น พระองค์ทอดพระเนตรเห็นท่อนไม้ใหญ่ท่อนหนึ่ง ถูกกระแสน้ำพัดลอยมาในแม่น้ำคงคา จึงตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า
“ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอเห็นท่อนไม้ใหญ่นั้นไหม”
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า
“เห็น พระเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า
“ภิกษุทั้งหลาย หากท่อนไม้นั้น
ไม่เข้าฝั่งนี้
ไม่เข้าฝั่งโน้น
ไม่จมลงกลางน้ำ
ไม่เกยบก
ไม่ถูกมนุษย์จับไว้
ไม่ถูกอมนุษย์จับไว้
ไม่ถูกน้ำวนดึงไว้
และไม่เน่าเสียจากภายใน
ท่อนไม้นั้นย่อมไหลลอยไปถึงมหาสมุทรได้
เพราะกระแสน้ำแห่งแม่น้ำคงคา ย่อมไหลลาดไปสู่มหาสมุทร”
จากนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
“ภิกษุทั้งหลาย ฉันใดก็ฉันนั้น
หากพวกเธอไม่แวะเข้าฝั่งนี้
ไม่แวะเข้าฝั่งโน้น
ไม่จมลงในท่ามกลาง
ไม่เกยบก
ไม่ถูกมนุษย์จับไว้
ไม่ถูกอมนุษย์จับไว้
ไม่ถูกน้ำวนดึงไว้
และไม่เสียจากภายใน
พวกเธอก็ย่อมโน้มไป เอียงไป โอนไปสู่นิพพาน
เพราะเหตุใด?
เพราะสัมมาทิฐิ ย่อมโน้มไป เอียงไป โอนไปสู่นิพพาน”
เมื่อพระผู้มีพระภ าคตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่งจึงทูลถามว่า
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ฝั่งนี้หมายถึงอะไร
ฝั่งโน้นหมายถึงอะไร
การจมลงกลางน้ำหมายถึงอะไร
การเกยบกหมายถึงอะไร
มนุษย์ผู้จับหมายถึงอะไร
อมนุษย์ผู้จับหมายถึงอะไร
น้ำวนหมายถึงอะไร
และความเน่าเสียจากภายในหมายถึงอะไร”
พระผู้มีพระภาคตรัสอธิบายว่า
ฝั่งนี้ หมายถึง อายตนะภายใน ๖
คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
ฝั่งโน้น หมายถึง อายตนะภายนอก ๖
คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์
การจมลงในท่ามกลาง หมายถึง นันทิราคะ
คือ ความเพลิดเพลินยินดี ความกำหนัดติดใจ
การเกยบก หมายถึง อัสมิมานะ
คือ ความถือตัวว่า “เราเป็น”
มนุษย์จับ หมายถึง ภิกษุผู้คลุกคลีอยู่กับคฤหัสถ์
เพลิดเพลิน เศร้าโศก สุขทุกข์ไปกับเขา
และเข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจการต่าง ๆ ของเขา
อย่างนี้เรียกว่า ถูกมนุษย์จับไว้
อมนุษย์จับ หมายถึง ภิกษุผู้ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยความปรารถนาจะไปเกิดเป็นเทวดา
คิดว่า ด้วยศีล ด้วยวัตร ด้วยตบะ หรือด้วยพรหมจรรย์นี้
เราจักได้เป็นเทพเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง
อย่างนี้เรียกว่า ถูกอมนุษย์จับไว้
น้ำวน หมายถึง กามคุณ ๕
คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ
อันน่าใคร่ น่าพอใจ น่าติดข้อง
ความเน่าเสียจากภายใน
หมายถึง เป็นผู้ทุศีล
มีธรรมอันลามก ไม่สะอาด
มีความประพฤติน่ารังเกียจ
มีการกระทำที่ปกปิดไว้
เป็นผู้เน่าเสียจากภายใน
มีใจชุ่มด้วยกาม บกพร่องในศีลธรรม
เป็นดุจขยะมูลฝอย
อย่างนี้เรียกว่า ความเน่าเสียจากภายใน
ในเวลานั้น น ายนันทโคบาล ยืนอยู่ไม่ไกลจากพระผู้มีพระภาค
เมื่อได้ฟังพระธรรมเทศนานี้แล้ว จึงกราบทูลว่า
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ข้าพระองค์จะไม่เข้าใกล้ฝั่งนี้
ไม่เข้าใกล้ฝั่งโน้น
ไม่จมลงในท่ามกลาง
ไม่ติดอยู่บนบก
ไม่ถูกมนุษย์จับ
ไม่ถูกอมนุษย์จับ
ไม่ถูกน้ำวนดึงไว้
และจะไม่เน่าเสียจากภายใน
ขอพระองค์โปรดทรงอนุญาต
ให้ข้าพระองค์ได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเถิด”
นายนันทโคบาลจึงได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาค
หลังจากอุปสมบทได้ไม่นาน
ท่านเป็นผู้ อยู่ผู้เดียว หลีกออกจากหมู่
ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่น
ไม่นานนัก ท่านก็ได้ทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม
ซึ่งกุลบุตรผู้ออกบวชโดยชอบต้องการบรรลุ
ด้วยปัญญาอันยิ่งของตนเองในปัจจุบัน
ท่านรู้ชัดว่า
ชาติสิ้นแล้ว
พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว
กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ ไม่มีอีก
ท่านพระนันทะจึงได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง ในบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลาย
❖ ❖ ❖
ใจความสรุปของพระสูตรนี้
ผู้ปฏิบัติธรรมเปรียบเหมือนท่อนไม้ที่ลอยไปตามกระแสแม่น้ำคงคา
ถ้าไม่ติดฝั่ง ไม่จม ไม่เกยบก ไม่ถูกจับ ไม่ถูกน้ำวนดึงไว้ และไม่เน่าเสียจากภายใน ย่อมไหลไปถึงมหาสมุทรได้
ฉันใดก็ฉันนั้น
ผู้มีสัมมาทิฐิ ไม่ติดอายตนะ ไม่ติดความเพลิดเพลิน ไม่ถือตัวว่าเราดีเราเป็น ไม่คลุกคลีกับโลก ไม่หวังภพสวรรค์ ไม่ติดกามคุณ และไม่เสื่อมเสียจากภายใน ย่อมไปสู่นิพพานไ ด้
ทารุขันธสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๘
การเข้าใจอุปสรรคทั้ง 8 ประการที่กล่าวในทารุขันธสูตรนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ปฏิบัติธรรม เพราะเปรียบเสมือนแนวทางช่วยให้เราระมัดระวังไม่ให้ใจเราติดอยู่ในสิ่งยึดมั่นต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงนิพพาน จากประสบการณ์ส่วนตัวในการปฏิบัติธรรม ผมพบว่า การหลีกเลี่ยงการทับถมทางใจ เช่น การอดทนต่อการเกิดขึ้นของอารมณ์ที่เป็นอกุศลอย่างไม่ยึดมั่น ถือว่าเป็นกุญแจสำคัญมาก ตัวอย่างเช่น ฝั่งที่เป็นอายตนะทั้งภายในและภายนอกนั้นสะท้อนให้เห็นถึงการมีจิตใจที่ติดยึดกับกายและจิตของเราเอง รวมถึงโลกภายนอก เมื่อเราเริ่มรู้ตัวและวางใจให้เป็นกลางมากขึ้น ปัญหาเรื่องการติดฝั่งก็จะลดน้อยลง นอกจากนี้ การตระหนักรู้ถึง "นันทิราคะ" หรือความเพลิดเพลินจนเกิดความกำหนัด เป็นอีกอุปสรรคที่เห็นได้ชัดในชีวิตประจำวัน เรายิ่งต้องฝึกใจให้วางความพอใจ และไม่ยึดติดกับความสุขทางกายหรือทางใจ เพราะสิ่งเหล่านี้มีโทษที่ทำให้ใจไม่สงบและไม่พัฒนาไปสู่ความหลุดพ้นได้ ในแง่ของการ "เกยบก" หรือความถือตัวว่า "เราเป็น" นั้น ผมมักจะฝึกสังเกตความคิดและทัศนคติของตัวเองให้ก้าวออกจากอัตตา เช่น การปล่อยวางความเห็นแก่ตัว และลดความมั่นใจเกินไปในตัวเอง เพื่อให้จิตมีความอ่อนโยนและเปิดกว้าง นี่คือหนทางสำคัญในการไม่ตกที่อุปสรรคนี้ ส่วนการถูก "มนุษย์จับ" คือการคลุกคลีและผูกพันกับกิจวัตรและสังคมที่มากเกินไป ทำให้ไม่สามารถวางใจอย่างสงบได้ ผมแนะนำให้กำหนดเวลาส่วนตัวเพื่อฝึกสมาธิและศึกษาธรรมะตามลำพัง เพื่อบริหารจัดการความสัมพันธ์กับโลกภายนอกให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม "อมนุษย์จับ" หรือการมีเจตนาที่หวังผลแห่งบุญในภพสวรรค์ เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความล่าช้าในการบรรลุนิพพาน เพราะเป็นรูปแบบของความยึดมั่นในโลกทิพย์ ที่แม้จะดูดีแต่ยังไม่ใช่การหลุดพ้นที่แท้จริง การเข้าใจจุดนี้ช่วยให้เราหลีกเลี่ยงการยึดติดกับผลบุญหรือสถานะทางจิตที่คาดหวัง ต่อมาคือ "น้ำวน" ที่หมายถึงกามคุณ 5 ทั้ง รูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส ซึ่งเป็นสิ่งยั่วใจให้เกิดความอยากหรือยึดมั่นในความสุขทางกายและใจ การฝึกทำสมาธิให้มีความมั่นคงและตั้งอยู่ในสติ ช่วยลดอำนาจของน้ำวนนี้ได้อย่างมาก สุดท้ายคือ ความเน่าเสียจากภายใน หมายถึงความมีจิตใจทุศีล กิริยาที่ไม่บริสุทธิ์ เช่น ความโกรธ โลภ ราคะ หรือความไม่ซื่อสัตย์ที่ก่อให้เกิดความสกปรกในจิตใจ การทำใจให้สะอาด ด้วยการฝึกศีลและเมตตาอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยชำระล้างความเน่าเสียนี้ สรุปแล้ว การนำบทเรียนจากทารุขันธสูตรมาใช้ในชีวิตจริง คือการฝึกฝนจิตใจให้ไม่ยึดมั่นในสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคทางใจทั้งหลาย มีสติปัญญาในการรู้เท่าทัน และมีความเพียรพยายามที่จะละวางสิ่งเหล่านี้อย่างแท้จริง เมื่อทำได้เช่นนี้ ใจของเราก็จะคล้ายกับท่อนไม้ที่ไหลไปตามกระแสน้ำ แม้ในแม่น้ำคงคาที่ยากลำบาก ก็จะสามารถลอยไปถึงมหาสมุทรนิพพานได้อย่างสงบสุขและถาวร
