การตำหนิ 'เหยื่อ' ไม่ได้เกิดจากคำด่าเสมอไป
น่าแปลกที่ในสังคมเรา มีพฤติกรรมหนึ่งที่เกิดขึ้นบ่อยมาก
บางครั้งเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว
บางครั้งมาในรูปแบบคำถามที่ดูเหมือนเป็นห่วง
แต่ปลายทางกลับทำให้คนเจ็บ…เจ็บซ้ำกว่าเดิม
นั่นคือ การตำหนิเหยื่อ หรือ Victim Blaming
มันคือการที่สังคมหันไปตั้งคำถามกับคนที่ถูกกระทำ
มากกว่าตั้งคำถามกับคนที่ลงมือทำผิด
“ทำไมไปที่แบบนั้น”
“ทำไมแต่งตัวแบบน ั้น”
“ทำไมไม่ระวังตัว”
“ทำไมไม่ขัดขืน”
“ทำไมไม่พูดตั้งแต่แรก”
คำถามเหล่านี้อาจดูเหมือนเป็นเหตุผล
แต่หลายครั้งมันกำลังย้ายน้ำหนักความผิด
จาก “ผู้กระทำ”
ไปวางไว้บนบ่าของ “ผู้ถูกกระทำ”
1️⃣ ทำไมเราถึงเผลอโทษเหยื่อ หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือ มนุษย์เราอยากเชื่อว่าโลกนี้ยุติธรรม เราอยากเชื่อว่า
คนดีจะปลอดภัย
คนระวังตัวจะไม่เจอเรื่องร้าย
คนที่เจอเรื่องแย่ ๆ คงต้องมีอะไรบางอย่างที่ “ทำให้เกิดขึ้น” ในทางจิตวิทยา แนวคิดนี้เรียกว่า Just-World Belief หรือความเชื่อว่าโลกยุติธรรม ซึ่งงานวิจัยจำนวนมากเชื่อมโยงความเชื่อนี้กับแนวโน้มการโทษและลดทอนคุณค่าของเหยื่อ เพราะคนเราพยายามหาเหตุผลให้ความอยุติธรรมดู “สมเหตุสมผล” ขึ้น
พูดง่าย ๆ คือบางครั้งเราโทษเหยื่อ
เพราะลึก ๆ แล้วเราเองก็กลัว
กลัวว่าถ ้าคนหนึ่งถูกทำร้ายได้
โดยที่เขาไม่ได้ทำอะไรผิด
นั่นแปลว่าโลกนี้อาจไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่เราอยากเชื่อ
เราจึงพยายามหา “ข้อผิดพลาด” ในตัวเขา
เพื่อปลอบใจตัวเองว่า
“ถ้าเป็นฉัน ฉันคงไม่เจอแบบนั้น”
แต่ความจริงที่ยากกว่านั้นคือ
บางเรื่องร้ายเกิดขึ้นได้
ไม่ใช่เพราะเหยื่อพลาด
แต่เพราะมีใครบางคนเลือกทำผิด
2️⃣ บางคำถามไม่ได้หาความจริง แต่กำลังหา “คนให้โทษ”
เวลาเกิดเรื่องร้าย สังคมมักรีบถามว่า
- เขาแต่งตัวยังไง
- เขาไปที่ไหน
- เขาไปกับใคร
แต่คำถามที่ควรถูกถามก่อนคือ
- ใครเป็นคนละเมิดเขา
- ใครเป็นคนเลือกทำสิ่งนั้น
เพราะถ้าเราเอาแต่จับผิดคนที่ถูกกระทำ
คนที่กระทำผิดจะค่อย ๆ หายออกจากบทสนทนา
แล้วสุดท้าย เรื่องที่ควรถูกมองว่าเป็น “ความรุนแรง”
จะถูกเล่าใหม่ให้กลายเป็น “ ความไม่ระวังของเหยื่อ”
3️⃣ สื่อและภาษา มีพลังมากกว่าที่เราคิด
คำบางคำทำให้คนอ่านเห็นใจ แต่บางคำทำให้คนอ่านตัดสิน เช่น
“สาวแต่งตัวเซ็กซี่ถูก…”
“ไปเที่ยวกลางคืนจนเกิดเหตุ…”
“อยู่กับผู้ชายสองต่อสอง…”
“เคยสนิทกันมาก่อน…”
ประโยคแบบนี้อาจดูเหมือนแค่เล่ารายละเอียด
แต่จริง ๆ มันกำลังพาคนอ่านไปโฟกัสที่ตัวเหยื่อ แทนที่จะโฟกัสที่การกระทำผิด
UN Women มีแนวทางการรายงานข่าวความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก โดยย้ำว่าควรหลีกเลี่ยงการพูดถึงพฤติกรรมหรือการกระทำของเหยื่อในลักษณะที่อาจนำไปสู่การตำหนิเหยื่อ และควรใช้ภาษาที่ไม่ทำให้ความรุนแรงดูโรแมนติกหรือเป็นเรื่องปกติ เพราะภาษาไม่ใช่แค่คำ
ภาษาเป็นกรอบที่ทำให้คนตัดสินว่า
- ใครน่าสงสาร
- ใครน่าสงสัย
- และใครควรถูกลงโทษ
4️⃣ ความยินยอม ไม่ใช่เรื่องที่เดาเอาเองได้
อีกจุดสำคัญคือเรื่อง Consent หรือความยินยอม
ความยินยอมไม่ใช่การเงียบ
ไม่ใช่การไม่ขัดขืน
ไม่ใช่การเคยคุยกัน
ไม่ใช่การเคยสนิทกัน
ไม่ใช่การแต่งตัวแบบใดแบบหนึ่ง
และไม่ใช่การอยู่ในสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง
ความยินยอมต้องชัดเจน สมัครใจ และเปลี่ยนใจได้
ดังนั้นคำถามที่ว่า “เขาแต่งตัวยังไง”
ไม่ควรสำคัญกว่า “อีกฝ่ายได้รับความยินยอมหรือไม่”
________
เราอาจไม่ได้เป็นคน 'ใจร้าย' แต่เราอาจเคยใช้คำถามที่ใจร้ายโดยไม่รู้ตัว เราอาจไม่ได้ 'ตั้งใจซ้ำเติม' แต่เราอาจเคยรีบวิเคราะห์ความเจ็บของใครบางคน เร็วเกินกว่าจะฟังเขาจริง ๆ เราอาจคิดว่าเรากำลังสอนให้เขาระวังตัว
บางคนไม่ได้เงียบเพราะยอม
แต่เงียบเพราะช็อก
บางคนไม่ได้ไม่หนี
แต่ร่างกายแข็งค้างไปแล้ว
บางคนไม่ได้ไม่พูด
แต่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเรียบเรียงความเจ็บของตัวเองออกมายังไง
บางคนไม่ได้อ่อนแอ
เขาแค่เพิ่งผ่านเหตุการณ์ที่ไม่มีใครควรต้องเจอ
ดังนั้นก่อนจะถามอะไรออกไป
ลองถามตัวเองก่อนว่า
"คำถามนี้ช่วยให้เขาปลอดภัยขึ้นไหม"
"คำถามนี้ช่วยให้เขาได้รับความเป็นธรรมไหม"
"คำถามนี้ทำให้ผู้กระทำต้องรับผิดชอบมากขึ้นไหม"
หรือคำถามนี้แค่ทำให้คนเจ็บรู้สึกผิดกว่าเดิม
เพราะบางคำถาม ไม่ได้เปิดทางให้ความจริง
แต่มันไปเปิดแผลที่ต่อให้เวลาผ่านไปแค่ไหน มันก็ไม่หาย
#ติดเทรนด์ #victimblaming #พัฒนาตัวเอง #lemon8ไดอารี่ #สังคม






















