ก่อนพ้นวัฏสงสาร

ทำไมชาติสุดท้ายก่อนพ้นวัฏสงสาร หลายคนกลับต้องเจอวิบากกรรมหนักที่สุด? ตอนที่ 7 ตอนสุดท้าย

วิธีการรับมือกับสภาวะจิตในช่วงนี้ที่เกิดทุกข์ หรือหลักธรรมที่ใช้ประคองใจ

แต่อย่าลืมว่า ***เมื่อหลงไปก็เริ่มปฏิบัติกันใหม่***

ขอร่วมอนุโมทนาด้วยอย่างยิ่งหากคุณ มีการนำไปปฏิบัติจนเห็นผลด้วยตนเอง (ปัจจัตตัง) เพราะ "ธรรมะจะมีค่าก็ต่อเมื่อถูกนำมาใช้ในเวลาที่ใจกำลังจะขาดหรือกำลังจะมอดไหม้" ได้ทันเวลาเท่านั้น

การที่รู้สึกว่าปฏิบัติแล้วมัน "ได้ผล" เป็นเพราะจิตของคุณเริ่มมี "ปัญญา" เป็นอาวุธ และมี "สติ" เป็นเกราะป้องกัน จากเดิมที่เคยเป็นผู้ถูกกระทำโดยอารมณ์ ตอนนี้คุณเริ่มขยับขึ้นมาเป็น "ผู้ดู" โดยไม่ตกเป็นทาสของมันทั้งหมด

เพื่อให้ความเบาสบายนี้มั่นคงและเป็นฐานสู่การหลุดพ้นที่ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป ข้อควรระวังคือ:

1. ระวัง "ตัวหลอก" (The Ego's Trap)

บางครั้งเมื่อคิดว่าทำได้ดี จิตแอบจะสร้างตัวตนใหม่ขึ้นมาว่าเป็น "ผู้ที่ทำได้แล้ว" หรือ "ผู้ที่อยู่เหนือความแค้นแล้ว"

วิธีประคองใจ: หากวันไหนความโกรธแอบกลับมาอีก อย่าตกใจ และอย่าตำหนิตัวเอง ให้ใช้การ "ยอมรับ" เหมือนเดิมว่า "อ๋อ! สังขารมันปรุงแต่งขึ้นมาใหม่ได้เป็นธรรมดา" แล้วมันจะดับไปเอง

2. รักษา "ความธรรมดา" ไว้ให้มากที่สุด

สภาวะที่หลุดพ้นจากความยึดติด ไม่ใช่สภาวะที่วิเศษเหนือคนอื่น แต่เป็นสภาวะที่ "ธรรมดาที่สุด"

วิธีประคองใจ: ใช้ชีวิตปกติ กิน ยืน เดิน นั่งนอน ทำตามหน้าที่ แต่ทำด้วยใจที่ "ไม่มีอะไรค้างคา" เห็นทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาเป็นเพียงความฝันที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป

3. แผ่เมตตาจาก "ใจที่ว่าง"

ตอนนี้ใจคุณจะเริ่มมีพื้นที่ว่างจากการวางความแค้นลงได้แล้ว

วิธีประคองใจ: ลองนึกถึงคนเหล่านั้น (คนที่เคยทำไม่ดีกับเรา) ด้วยใจที่สงบ แล้วแผ่ความปรารถนาดีออกไปว่า "ขอให้คุณพ้นจากความมืดบอดทางใจเช่นกัน" การทำแบบนี้จะทำให้ตะกอนที่หลงเหลืออยู่ในก้นบึ้งของใจถูกล้างออกจนสะอาดหมดจด

ก้าวต่อไปของคุณ:

ตอนนี้คุณได้ผ่าน "บททดสอบใหญ่" มาแล้ว รู้สึกไหมว่า พลังงานที่เคยเสียไปกับการโกรธแค้น มันถูกเปลี่ยนมาเป็น ความโปร่งเบา และพลังในการใช้ชีวิต แทน?

หากคุณต้องการก้าวต่อไป ให้ลอง:

สังเกต "ความสุข" ที่เกิดขึ้นว่าเราไปเผลอยึดมันไว้เองไหม?

หรือลองฝึก "วางความคาดหวัง" ในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันดู

ยินดีด้วยจริงๆ หากคุณเลือก "เห็นถูก" เลือกที่จะ "ตื่น" มากกว่าที่จะ "เจ็บปวดซ้ำๆ" ในฝันเดิมๆ

สรุปคือนี่คือหนทางแห่งการหลุดพ้นที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมให้กับพวกเราไว้อย่างถูกต้อง และลึกซึ้งที่สุด

สิ่งที่คุณกำลังเผชิญ และพยายามก้าวผ่านอยู่นี้ คือหัวใจของ "วิปัสสนากรรมฐาน" หรือหนทางแห่งการรู้อย่างแจ่มแจ้งที่พระพุทธเจ้าทรงวางรากฐานไว้ให้เป็นมรดกกับชาวพุทธทุกคน

และหนทางที่คุณดำเนินอยู่คือการย้อนรอยอริยสัจ 4 ในภาคปฏิบัติจริง:

เห็นทุกข์: เห็นความโกรธ ความแค้น และการยึดติดในอดีตว่าเป็น "ไฟ" ที่เผาใจตัวเอง

ละสมุทัย: เริ่มวางความยึดมั่นใน "ตัวตนคนดี" และความคาดหวังว่าโลกต้องยุติธรรมกับเรา ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดทุกข์

เข้าถึงนิโรธ: ความโปร่งเบาที่ได้รู้สึกเมื่อ "ยอมรับสภาพธรรมได้" คือสภาวะที่ความทุกข์ดับลงชั่วคราวเพราะใจไม่ยึดถือ

เจริญมรรค: การมีสติรู้เท่าทันอารมณ์ และใช้ปัญญาพิจารณาความจริงในทุกวัน คือการรักษาเส้นทางนี้ไว้

สิ่งที่จะได้รับตอนนี้คือ "ดวงตาเห็นธรรม" ในระดับปฏิบัติ

พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้เราอ้อนวอนขอให้หายเจ็บปวด แต่ทรงสอนให้เรา "ดูความเจ็บปวดจนเห็นความจริง" ว่ามันไม่ใช่ของเรา มันบังคับไม่ได้ และมันไม่เที่ยง

เมื่อคุณเห็นความจริงนี้บ่อยเข้า จิตจะเกิดอาการ "คลายกำหนัด" (วิราคะ) คือเลิกหลงยึดติดทั้งในสุขและทุกข์ จนในที่สุดจิตจะ "สลัดคืน" (ปฏินิสสัคคะ) ทุกอย่างสู่ธรรมชาติ และเข้าถึงอิสรภาพที่แท้จริง

บทส่งท้าย:

บนเส้นทางนี้อาจจะมีบางช่วงที่เผลอหลงไปบ้างตามสิ่งที่มากระทบ หรือเผลอไปคว้าความทุกข์มาแบกใหม่บ้าง แต่อย่าเพิ่งตกใจ เพียงแค่ "รู้สึกตัว" คุณก็จะได้กลับมาอยู่บนทางเดินของพระอริยเจ้าแล้ว

หากในวันข้างหน้าคุณรู้สึก "หนัก" หรือ "เหนื่อย" กับสภาวะใดอีก:

ให้กลับมาที่การ "ยอมรับ"

กลับมาที่ "ลมหายใจ"

และระลึกเสมอว่า "ทุกอย่างผ่านมา เพื่อให้เราเรียนรู้ที่จะปล่อยมันไป"

พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เปรียบเทียบการปฏิบัติธรรมเหมือนกับการรีบดับไฟที่ไหม้ศีรษะ ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกหลายพระสูตร (เช่น อัคคิสูตร , มรณัสสติสูตร ) โดยมีนัยสำคัญคือ

1. ความเร่งด่วนของการละ "กิเลส" และ "บาปอกุศล"

พระพุทธองค์ทรงสอนว่า หากใครรู้ตัวว่ายังมี "บาปอกุศล" หรือ "ความยึดมั่นถือมั่น" (สักกายทิฏฐิ) อยู่ในใจ ให้รีบละเสียโดยด่วน

คำอุปมา: เหมือนคนที่มีไฟไหม้เสื้อผ้าหรือไฟไหม้บนศีรษะ

สิ่งที่ต้องทำ: ต้องใช้ความพยายาม (วายามะ) ความอุตสาหะ และสติสัมปชัญญะอย่างยิ่งเพื่อดับไฟนั้นทันที ไม่ควรผลัดวันประกันพรุ่ง

2. การรู้อริยสัจ ๔ สำคัญยิ่งกว่าการดับไฟจริง

ในบางพระสูตร พระพุทธเจ้าทรงยกระดับความสำคัญขึ้นไปอีก โดยตรัสว่าการรู้แจ้งใน อริยสัจ ๔ (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) นั้น เร่งด่วนยิ่งกว่า การดับไฟที่กำลังไหม้ศีรษะเสียอีก

เพราะไฟที่ไหม้ศีรษะเผาผลาญได้แค่ร่างกายในชาตินี้

แต่ความไม่รู้ (อวิชชา) ในอริยสัจ จะทำให้เราต้องเวียนว่ายตายเกิด และถูกไฟคือความทุกข์เผาผลาญไปอีกนับชาติไม่ถ้วนในสังสารวัฏ

3. ชีวิตนี้สั้นนัก และไม่แน่นอน

พระองค์ทรงย้ำเตือนให้รีบปฏิบัติเพราะ "ความตาย" อาจมาถึงได้ทุกเมื่อ

มรณัสสติ: ให้พิจารณาว่าเราอาจตายได้จากหลายสาเหตุ เช่น งูกัด อาหารไม่ย่อย หรือโรคภัย ฯลฯ

การปฏิบัติ: เมื่อระลึกได้ว่าชีวิตไม่เที่ยง จึงต้องรีบเจริญกุศลธรรม และฝึกจิตให้เป็นสมาธิ (วิปัสสนา) ประดุจไฟกำลังไหม้บ้านหรือไหม้ตัวเราอยู่

🔥 สรุปประเด็นหลัก:

การปฏิบัติธรรมไม่ใช่เรื่องที่รอได้ แต่เป็นเรื่อง "เฉพาะหน้า" ที่ต้องทำเดี๋ยวนี้ เพื่อดับไฟแห่งกิเลสและความทุกข์ก่อนที่ชีวิตจะสิ้นสุดลง

ขอร่วมอนุโมทนาในธรรม และสติปัญญาที่คุณเกิดเห็นแจ้งในครั้งนี้ด้วยความยินดีอย่างยิ่ง

น้อมสาธุอนุโมทามินิพพานนะปัจจัยโยโหตุค่ะ

🙏🙏🙏✌️✌️✌️🍀🍀🍀

Boonnark Sintao

4/28 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมการเดินทางสู่การพ้นวัฏสงสารไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ หลายคนอาจเผชิญกับวิบากกรรมหนักหนาสาหัสในชาติสุดท้ายก่อนจะบรรลุเป้าหมาย เป็นประสบการณ์ที่ท้าทายมากกับใจคน ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงเตือนให้เราเร่งรีบปฏิบัติธรรมเพื่อดับไฟแห่งกิเลสในใจไม่ให้เผาผลาญไปมากกว่านี้ ในชีวิตประจำวัน หลายครั้งที่ผมพบว่าเวลาที่รู้สึกทุกข์จากความโกรธหรืออกุศลในใจ การปรับ mindset ให้ยอมรับความจริงของสภาพธรรมทั้งปวงที่เกิดขึ้นแล้วดับไปนั้นช่วยผ่อนหนักเป็นเบาอย่างมาก สิ่งสำคัญคือการไม่ยึดติดกับสภาวะใดสภาวะหนึ่ง ไม่ว่าเราจะอยู่ในช่วงที่รู้สึกได้ผลจากการปฏิบัติหรือกลับมาหลงไปใหม่ ก็ต้องให้โอกาสตัวเองเริ่มใหม่ได้เสมอ โดยไม่ตำหนิตัวเองเกินไป การยอมรับแบบไม่ตัดสินนี้ช่วยให้ใจวางลงและลดความทุกข์ลงอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ การที่เราแผ่เมตตาออกไปด้วยใจที่ว่างจากความแค้น ทำให้จิตใจสะอาดขึ้นมาก และช่วยบรรเทาภาระทางจิตใจที่เคยแบกอยู่ในอดีต จากประสบการณ์ส่วนตัว การรักษาความธรรมดาและมีสติกับชีวิตประจำวันเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เกิดฐานจิตที่มั่นคง ผมมักจะฝึกใจให้ตั้งอยู่กับสิ่งที่ทำ ไม่ว่าจะกิน เดิน นั่ง หรือทำงาน พร้อมกับรับรู้ว่าทุกอย่างชั่วคราวผ่านไปอย่างไร้ตายตัว นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายแต่เป็นยิ่งกว่าการได้พบความสงบในใจ ในทุกขั้นตอนการปฏิบัติ พระพุทธเจ้าทรงกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า อริยสัจ 4 คือรากฐานของการรู้แจ้งที่ต้องปฏิบัติจริงเพื่อเข้าถึง ความเข้าใจในทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค ไม่ใช่แค่การหลีกเลี่ยงความทุกข์ แต่เป็นการเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าความทุกข์นั้นเกิดขึ้นและดับไปอย่างไร และการมีสติรู้เท่าทันอารมณ์เป็นแนวทางให้เราก้าวเดินบนหนทางหลุดพ้นได้อย่างมั่นคง สุดท้ายแล้ว การปฏิบัติเพื่อพ้นจากวัฏสงสารนั้นไม่ใช่เรื่องที่จะผลัดวันประกันพรุ่ง หรือรอให้พร้อมที่สุด ชีวิตเป็นเรื่องฉับพลันเสมอและอาจจบลงโดยไม่ทันตั้งตัว การฝึกใจให้มีความเข้าใจ ความเมตตา และไม่ยึดติดกับตัวตน จึงเป็นข้อแนะนำที่ทรงคุณค่าและเหมาะสมต่อการใช้ชีวิตในยุคสมัยนี้อย่างแท้จริง

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

ก่อนพ้นวัฏสงสาร
ทำไมชาติสุดท้ายก่อนพ้นวัฏสงสาร หลายคนกลับต้องเจอวิบากกรรมหนักที่สุด? ตอนที่ 2 (พิเศษ) ก่อนพ้นวัฏสงสารในทางจิตวิญญาณ พระพุทธศาสนาคือเรื่องของจิตใจ "บททดสอบสุดท้าย" มักไม่ได้มาในรูปแบบของมารภายนอกเสมอไป แต่คือสภาวะบีบคั้นทางจิตใจที่รุนแรงที่สุด เพื่อให้จิตยอม "จำนนต่อความจริง" และป
นิด ลูกแม่ค้า

นิด ลูกแม่ค้า

ถูกใจ 15 ครั้ง

ก่อนพ้นวัฏสงสาร
ทำไมชาติสุดท้ายก่อนพ้นวัฏสงสาร หลายคนกลับต้องเจอวิบากกรรมหนักที่สุด? ตอนที่ 1 เพราะก่อนจะหลุดพ้น.. กรรมก้อนสุดท้าย มันมักไม่มาแค่ลูบหัว แต่มันมาทุบให้ตื่นจากความหลง ถ้าคุณเคยนั่งสมาธิอยู่ในสภาวะสมาธิลึก แต่รอบตัวเต็มไปด้วยเงามืดและภาพหลอนของความทรงจำที่เลวร้าย ความเจ็บปวด และความล้มเหลวในอดี
นิด ลูกแม่ค้า

นิด ลูกแม่ค้า

ถูกใจ 1 ครั้ง

ก่อนพ้นวัฏสงสาร
ทำไมชาติสุดท้ายก่อนพ้นวัฏสงสาร หลายคนกลับต้องเจอวิบากกรรมหนักที่สุด? ตอนที่ 2 ก่อนพ้นวัฏสงสารในทางจิตวิญญาณ พระพุทธศาสนาคือเรื่องของจิตใจ "บททดสอบสุดท้าย" มักไม่ได้มาในรูปแบบของมารภายนอกเสมอไป แต่คือสภาวะบีบคั้นทางจิตใจที่รุนแรงที่สุด เพื่อให้จิตยอม "จำนนต่อความจริง" และปล่อยวางค
นิด ลูกแม่ค้า

นิด ลูกแม่ค้า

ถูกใจ 1 ครั้ง

ก่อนพ้นวัฏสงสาร
ทำไมชาติสุดท้ายก่อนพ้นวัฏสงสาร หลายคนกลับต้องเจอวิบากกรรมหนักที่สุด? ตอนที่ 3 วิธีรับมือกับสภาพจิตใจในช่วงนี้ ในสภาวะที่จิตใจถูก "ทุบ" จนบอบช้ำจากความจริง หรืออยู่ในช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนผ่านทางจิตวิญญาณ วิธีการรับมือที่สำคัญที่สุดคือการ "เปลี่ยนท่าทีต่อความเจ็บปวด" จากการเป็นผ
นิด ลูกแม่ค้า

นิด ลูกแม่ค้า

ถูกใจ 1 ครั้ง

ก่อนพ้นวัฏสงสาร
ทำไมชาติสุดท้ายก่อนพ้นวัฏสงสาร หลายคนกลับต้องเจอวิบากกรรมหนักที่สุด? ตอนที่ 6 หากลองปฏิบัติดูแล้ว พบว่า "ความคิด"หรือ"ความเคยชินเดิมๆ" เช่น เรื่องใน "อดีต" "สัญญา" เป็นเหมือนแม่เหล็กดูดที่ทรงพลังที่สุดมันพาให้กลับไปหลง เพราะมันผูกโยงอยู่กับ "ตัวตน" และ &#3
นิด ลูกแม่ค้า

นิด ลูกแม่ค้า

ถูกใจ 4 ครั้ง

ก่อนพ้นวัฏสงสาร
ทำไมชาติสุดท้ายก่อนพ้นวัฏสงสาร หลายคนกลับต้องเจอวิบากกรรมหนักที่สุด? ตอนที่ 5 วิธีปฏิบัติเพื่อประคองสภาวะการยอมรับสภาพธรรม รักษาความตื่นรู้นี้ไว้ไม่ให้กลับไปหลงอีก ในการรักษาความตื่นรู้ให้กลายเป็นเนื้อเดียวกับจิตใจ (โดยไม่กลับไปไหลตามกระแสของวัฏสงสารอีก) หลักการสำคัญคือการ "เปลี่ยนจากกา
นิด ลูกแม่ค้า

นิด ลูกแม่ค้า

ถูกใจ 1 ครั้ง

ก่อนพ้นวัฏสงสาร
ทำไมชาติสุดท้ายก่อนพ้นวัฏสงสาร หลายคนกลับต้องเจอวิบากกรรมหนักที่สุด? ตอนที่ 4 เมื่อยอมรับสภาพธรรมของความไม่แน่นอนได้แล้ว การที่คุณยอมรับมันและยืนยันกับตัวเองได้ว่า "ยอมรับสภาพธรรมนี้ได้แล้ว" คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุด (Turning Point) ในทางจิตวิญญาณ เพราะการยอมรับไม่ใช่การพ่ายแพ้ แต่ค
นิด ลูกแม่ค้า

นิด ลูกแม่ค้า

ถูกใจ 2 ครั้ง

ลองจินตนาการถึงวาระสุดท้ายของชีวิต คุณ นอนบนเตียงโรงพยาบาล เครื่องวัดชีพจรส่งเสียงบี๊บยาวๆ หัวใจเต้นช้าลง ลมหายใจแผ่วเบา ในหัวคุณยังคิดอยู่ว่า ตอนนี้แหละ ต้องควบคุมจิตให้ดี ต้องนึกถึงพระพุทธเจ้า ต้องให้จิตสงบ. แต่แล้ว มัน ก็ เกิดขึ้นความมืดมิด ไม่ใช่แค่ความมืดธรรมดา มันคือ จุดที่ เรา เริ่มไม
สำราญ

สำราญ

ถูกใจ 3 ครั้ง

✅📌การอธิษฐานจิตถอดถอน
บุคคลใดพึงเจริญเมตตาจิตเป็นประจำแล้ว..จิตย่อมมีความสุข ย่อมมีความสงบทั้งกายทั้งใจ ถึงแม้จะมีอารมณ์มากระทบก็เป็นของธรรมดา แม้จิตจะเร่าร้อน..แต่จิตจะไม่ไปยึดไปอาฆาตไปผูกเวรพยาบาท จนกระทั่งเป็นปฏิฆะขึ้นมา ทำให้จิตเรามีความขุ่น.. พอเรามีสติด้วยกำลังเมตตาที่เราเคยเจริญเคยรักษา แผ่เมตตาอยู่เป็นประจำน
ndy

ndy

ถูกใจ 5 ครั้ง

✅📌วิธีใช้ “สวรรค์” ให้เป็นทางพ้น

วิธีใช้ “สวรรค์” ให้เป็นทางพ้น พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงห้ามการบำเพ็ญกุศลเพื่อหวังสุคติ (กุศลฉันทะ) แต่ทรงสอนให้ “ใช้สวรรค์เป็นบันได” เพื่อก้าวข้ามไปสู่พระนิพพาน มรรควิธีที่ถูกต้อง (ตามลำดับอนุปุพพิกถา) • บำเพ็ญทาน (ทานกถา) > เพื่อขัดเกลาความตระหนี่ สร้าง จิตฺตปสาทะ (ความเลื่อมใส) ให้ใจผ่องใส
ndy

ndy

ถูกใจ 18 ครั้ง

✅📌สมถกรรมฐาน
ทุกข์นี้มันไม่ได้อยู่ที่ไหน มันอยู่ในกายสังขารของเรานี้ ทุกข์เพราะความคิดบ้าง ทุกข์ด้วยความยึดมั่นถือมั่นบ้าง ทุกข์เพราะไม่ได้ดั่งใจบ้าง นี่เรียกว่ากามทั้งนั้น คนที่จิตหาความสงบยังไม่ได้นี่แล..เค้าเรียกว่าศีลเราบกพร่อง หากการจะประพฤติปฏิบัติธรรมแล้ว ถ้าจิตเราเข้าถึงความสงบ ศีลเราก็เป็นปรกติ.. เร
ndy

ndy

ถูกใจ 5 ครั้ง

จิต
Ep1วัฏสงสารของจิต: ความลับที่พาเราเวียนกลับสู่โลกเดิม ตอนที่ 1 — จิตหลังความตายและเส้นทางสู่ภพใหม่ เมื่อพูดถึงจิตของมนุษย์ หลายคนมักคิดถึงสมองเป็นหลัก คิดว่าความจำทั้งหมดถูกเก็บไว้ในสมอง คิดว่าความคิดทั้งหมดเกิดจากสมอง แต่ความจริงของชีวิตลึกซึ้งกว่านั้นมาก จิตไม่ใช่สมอง จิตไม่ใช่อวัยวะ จิตไม่
Fah🌸

Fah🌸

ถูกใจ 1 ครั้ง

ภาพพระภิกษุสงฆ์ในชุดจีวรสีแดงกำลังนั่งสมาธิอย่างสงบ มีรัศมีคล้ายดอกบัวเรืองแสงสีฟ้าม่วงอยู่ด้านหลัง พร้อมข้อความ “กรรมฐานคือการเพียรละอารมณ์” และ “ธรรมะมหัศจรรย์ ตามรอยธรรมสมเด็จโต”
📌✅กรรมฐานคือการเพียรละอารมณ์
พวกนักปฏิบัติทั้งหลาย..พอนั่งไปแล้วจะประสบสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ไม่สุขไม่ทุกข์บ้าง ทีนี้ไอ้สุขตัวนี้คือจิตที่มันไปรู้..แต่ไปยึดในตัวรู้ มันจึงเลยวางสุขไม่ได้ เพราะลืมไปว่าไอ้สุขก็ดี ไม่สุขไม่ทุกข์ก็ดี..มันก็ยังเป็นอนิจจังคือความไม่เที่ยง ดังนั้นต้องทำอย่างไรที่จะปล่อยวางสิ่งเหล่านี้ ให้เห็นสิ่งเหล่านี้
ndy

ndy

ถูกใจ 22 ครั้ง

🪷 “น้ำตาในวัฏสงสาร” มากกว่ามหาสมุทรจริงหรือ?
🪷 “น้ำตาในวัฏสงสาร” มากกว่ามหาสมุทรจริงหรือ? ในพระไตรปิฎก มีพุทธพจน์หนึ่งที่ลึกซึ้งและสะเทือนใจมาก กล่าวถึง “น้ำตาของสรรพสัตว์” ที่เวียนว่ายตายเกิดมาอย่างยาวนาน พระสูตรนี้ชื่อว่า อัสสุสูตร อยู่ใน พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย อนมตัคคสังยุต ⸻ 📖 ใจความสำคัญจากพระสูตร ครั้งหนึ่ง พระพุทธ
✨🔮ลูกแก้ววิเศษ🔮✨

✨🔮ลูกแก้ววิเศษ🔮✨

ถูกใจ 9 ครั้ง

ดูเพิ่มเติม