Cash is the blood of business. Cash flow management is good.
Cash is the blood of business. Profit is just an 'opinion' on paper...But cash flow is the 'truth' in banks. A company that is' profitable 'but' without cash 'is like a strong marathon runner who lacks drinking water...In the end, I couldn't go on.# Financial news # Cash flow # Business makes money # Trending # Psycology
ถ้าพูดเรื่อง “บริหารเงินสด” ให้เข้าใจง่ายที่สุด สำหรับผมคือทำให้เงินเข้าเร็วขึ้น เงินออกช้าลง (แบบไม่เสียความสัมพันธ์) และต้องรู้ล่วงหน้าว่าอีก 30/60/90 วันเงินจะขาดเมื่อไหร่ เพราะหลายครั้งธุรกิจไม่ได้พังเพราะขาดทุน แต่พังเพราะเงินสดไม่พอจ่ายค่าเช่า เงินเดือน หรือซัพพลายเออร์ 1) แยก “กำไร” ออกจาก “เงินสด” ให้ชัดก่อน หลายคนดูแค่งบกำไรขาดทุนแล้วคิดว่าปลอดภัย แต่ความจริงเงินสดขึ้นกับจังหวะรับ-จ่าย เช่น ขายได้เยอะแต่ให้เครดิตลูกค้า 60 วัน เงินยังไม่เข้าทันที ดังนั้นผมจะเช็ก 2 อย่างคู่กันเสมอ: ยอดเงินสดคงเหลือ + รายการเงินที่จะเข้า/ออกในอนาคต 2) ทำตารางกระแสเงินสดแบบง่าย (ทำได้ในชีต) ผมทำเป็นตารางรายสัปดาห์ (หรืออย่างน้อยรายเดือน) แบ่งเป็น - เงินเข้า: ลูกหนี้ที่จะเก็บได้, รายได้หน้าร้าน/ออนไลน์, เงินอื่นๆ - เงินออก: เงินเดือน, ค่าเช่า, ค่าการตลาด, ค่างวด/ดอกเบี้ย, ค่าสินค้า/วัตถุดิบ, ภาษี พอเห็นภาพแล้วจะรู้เลยว่าเดือนไหน “ตึง” และต้องเตรียมแผน 3) เร่งเก็บเงินให้ไวขึ้นแบบมืออาชีพ อันนี้ช่วยกระแสเงินสดทันที เทคนิคที่ผมใช้บ่อย: - ออกใบแจ้งหนี้ทันทีที่ส่งมอบงาน/สินค้า และระบุวันครบกำหนดชัดเจน - ตั้งระบบติดตามหนี้: ก่อนครบกำหนด 3 วันทักเตือน, ครบกำหนดแล้วโทร/ส่งอีเมลตามเป็นรอบ - เสนอส่วนลดเล็กๆ สำหรับการจ่ายเร็ว (เช่น 1–2%) ถ้าคุ้มกว่าต้นทุนเงินกู้ - ถ้าเป็นงานบริการ ลองขอ “มัดจำ” 30–50% เพื่อให้มีเงินหมุนตั้งแต่เริ่มงาน 4) ชะลอจ่ายให้นานขึ้น (แต่ไม่ทำให้เสียเครดิต) แนวคิดคือยืดรอบเงินออกเท่าที่ทำได้ เช่น - ต่อรองเครดิตเทอมกับซัพพลายเออร์ (จาก 30 เป็น 45/60 วัน) - จ่ายตามกำหนด ไม่จ่ายก่อนกำหนดถ้าไม่ได้ส่วนลดที่คุ้ม - รวมบิลให้จ่ายเป็นรอบ ลดการจ่ายจุกจิก และควบคุมเงินออกได้ดีขึ้น 5) ทำ “เงินสดสำรองฉุกเฉิน” ของธุรกิจ 3–6 เดือน ผมชอบคิดเหมือนเป็นกองทุนฉุกเฉินเวอร์ชั่นธุรกิจ: เก็บเงินสด/วงเงินไว้ให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายคงที่ (ค่าเช่า เงินเดือน ค่างวด) อย่างน้อย 3–6 เดือน เวลาเจอวิกฤตหรือยอดขายตกจะไม่ตื่นตระหนก และยังมีอำนาจต่อรอง 6) เช็กชีพจรทุกสัปดาห์ สุดท้ายกระแสเงินสดคือ “ชีพจรของธุรกิจ” ผมจะตั้งเวลาเช็กสั้นๆ ทุกสัปดาห์: เงินสดเหลือเท่าไหร่ ลูกหนี้ค้างเท่าไหร่ และเดือนหน้ามีบิลก้อนใหญ่ไหม แค่ทำสม่ำเสมอ คุณจะคุมเกมได้มากขึ้นและนอนหลับสบายขึ้นจริงๆ












































































