เงินเฟ้อทางการแพทย์ จะซักแค่ไหน!!?
เงินเฟ้อทางการแพทย์ จะซักแค่ไหน!!?
หลายคนได้ยินคำว่า “inflation” หรือ “เงินเฟ้อ” แล้วนึกถึงของแพงขึ้น เช่น ค่าอาหาร ค่าน้ำมัน แต่พอมาเจอคำว่า “เงินเฟ้อทางการแพทย์” (Medical Inflation) จะงงว่าเกี่ยวอะไรกับหมอ/โรงพยาบาล? ในมุมที่ฉันเจอบ่อย เงินเฟ้อทางการแพทย์คือ “อัตราที่ค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นตามเวลา” ซึ่งมักเพิ่มเร็วกว่าเงินเฟ้อทั่วไป เพราะต้นทุนการรักษาไม่ได้มีแค่ค่าครองชีพ แต่รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ ค่ายาใหม่ ค่าห้อง ค่าบุคลากร และมาตรฐานความปลอดภัยที่สูงขึ้นด้วย ลองเทียบแบบง่าย ๆ: เงินเฟ้อทั่วไปอาจขึ้นเฉลี่ยหลัก 1–3% ต่อปีในบางช่วง แต่ค่ารักษาในหลายประเทศ/หลายปีมีแนวโน้มโตเป็นเลขสองหลัก (เช่น 10–12%) ได้เลย ผลคือ “อีก 10 ปี ค่ารักษาอาจเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว” ไม่ใช่เรื่องไกลตัว โดยเฉพาะโรคที่ต้องนอนโรงพยาบาล ตรวจละเอียด หรือใช้เครื่องมือเฉพาะทาง ทำไมค่ารักษาถึงเฟ้อเร็ว? 1) เทคโนโลยีและนวัตกรรม: เครื่องมือวินิจฉัย การผ่าตัดแบบใหม่ ยา targeted/ชีววัตถุ มักราคาสูง 2) โครงสร้างต้นทุนโรงพยาบาล: ค่าบุคลากรเวรฉุกเฉิน 24 ชม. ระบบปลอดเชื้อ ห้องผ่าตัด ห้อง ICU 3) พฤติกรรมสุขภาพและสังคมสูงวัย: คนเป็นโรคเรื้อรังมากขึ้น ใช้บริการซ้ำ ๆ 4) ความคาดหวังคุณภาพ: อยากได้ห้องเดี่ยว ตรวจไว เลือกแพทย์เฉพาะทาง ก็ทำให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นตาม แล้วเกี่ยวอะไรกับ “ประกัน” ที่หลายคนสงสัย? สิ่งที่ฉันอยากชวนเช็ก (แบบคนใช้จริง) คือ - วงเงินต่อปี/ต่อครั้งพอไหม ถ้าค่ารักษาโตเร็วในอนาคต - มีค่าห้อง/ค่าแพทย์/ค่ายา/ค่าตรวจ แยกย่อยไหม และเพดานแต่ละหมวดเท่าไหร่ - มีเงื่อนไข co-payment หรือส่วนร่วมจ่ายหรือไม่ - การปรับเบี้ยตามอายุ + แนวโน้มเงินเฟ้อทางการแพทย์ (เบี้ยอาจขึ้นตามความเสี่ยงและต้นทุน) ทริคส่วนตัวเวลาเจอคำว่า “เงินเฟ้อทางการแพทย์” คือมองว่าเป็น “แรงกดดันให้ค่ารักษาในอนาคตแพงขึ้นเร็วกว่าที่เราคิด” ดังนั้นถ้าวางแผนสุขภาพ/ทำประกัน อย่ามองแค่วันนี้ ให้เผื่ออีกหลายปีข้างหน้าด้วย จะได้ไม่ช็อกตอนต้องใช้จริง





คนไทยทุกคนมี สิทธิประโยชน์ที่ทั้งเสียค่าใช้จ่ายและไม่เสียเพราะมีร็ฐสนับสนุน เช่น สิทธ์ สปสชน. ประกันสังคม และลูกจ้างรวมถึงข้าราชการของรัฐบาล ส่วนการซื้อประกันเสียค่าใช้จ่ายเพื่อเป็นทางเลือกอย่างหนึ่งเท่านั้น เช่นการผ่าตัดในวันหยุดราชการ และยานอกกลุ่ม ตามที่ว่า แต่สังเกคุดูเวลา แบบ สปสช่ จะดีที่สุดในตอนนี้ เพราะกรรมการหลักมีส่วนประขาขน ที่ไม่ใช่ฝั่งที่ไม่จำเป็นต้องใช้ แบบ สปสข. กัน จึงมีอย่าใหม่ๆแพง เช่น ยามุ่งเป้า แบบนี้รัฐบาลดูแลจนถึงจากไป แม้ไม่มากแต่ก็ตามอัตตภาพ ไม่ทุกคนถึงจะมีเงินเพียงพอที่จ่ายไปจนตลอดชีวิตได้ ตัวแทนไม่ใช่มุ่งขายแบบประกันเท่านั้น เพราะมันมีไว้บริหารความเสี่ยง แต่มีข้อยกเว้นมากมาย ในการยกเลิก ไม่จ่ายเคลม และเป็นจุดอคิทางการประกันมาจนปัจจุบัน มอบความรู้ให้ก่อนเป้าหมายความเสี่ยงมีแบบไหนบ้าง ต้องเลือกแบบที่สำคัญที่สุดในชีวิต คือการจากไปก่อนวัยอันสมควร ตัวเขาเองมีให้ต่อคนทีรักเมือยังต้องพึ่งพาเรา คนเราเรื่องสุขภาพ ไม่สบายมีบ้างอยู่แล้ว แต่ต้องดูว่าเป็นความเสียงที่สุดตามงบประมาณที่ต้องมีภาระไปจนถึงการจากไป หรือกรมธรรม์หมดอายุ ต้องสามารถรับได้ก่อนจึงควรขายนะครับ ไม่แปลกที่คนจะมีอคติต่อธุรกิจนี้ เพราะเราให้ข้อมูลแบบไม่กระจ่างจนหมดข้อสงสัยเพราะลูกค้ามีสิทธิ์ต้องรับทราบก่อน มาทราบภายหลัง ความอคติจึงยังคงอยู่ ทราบไหมครับ คนไทยมีประกันชีวิต 38% เท่านั้น เพราะเรามุ่งขายแบบผิดวิธีมานานิ