จาก 120 กิโล...สู่เป้าหมาย 70 กิโล | บันทึกการเปลี่ยนแปลงของผม

จากน้ำหนัก 120 กิโลกรัม วันนี้ผมลดลงมาเหลือประมาณ 94 กิโลกรัม

แม้ตอนนี้จะยังดูเป็นคนตัวใหญ่ แต่ถ้าเทียบกับเมื่อก่อน สัดส่วนเปลี่ยนไปเยอะมาก สิ่งที่ผมดีใจที่สุดคือ ผิวไม่ย้วยมาก เพราะเลือกที่จะลดน้ำหนักแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่เร่งรีบ

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผมไม่ได้ใช้วิธีพิเศษอะไรเลย แต่ยึดหลักง่าย ๆ คือ Calories Deficit กินพลังงานให้น้อยกว่าที่ร่างกายใช้ ควบคู่กับ Weight Training เพื่อรักษาและสร้างมวลกล้ามเนื้อ ส่วนคาร์ดิโอจะทำสลับกันไป โดยเน้นการเดิน Zone 2 เป็นหลัก

ตอนที่น้ำหนักอยู่ 120 กิโลกรัม รอบเอวของผมอยู่ที่ประมาณ 49–50 นิ้ว วันนี้เหลือ 38 นิ้ว

เป้าหมายต่อไปคือ 70–75 กิโลกรัม และลดรอบเอวลงมาให้เหลือประมาณ 32–33 นิ้ว

ผมรู้ดีว่าจากนี้จะยากกว่าเดิม เพราะไขมันในบริเวณที่ร่างกายหวงที่สุด มักเป็นส่วนที่ลดช้าที่สุด แต่ผมก็จะค่อย ๆ เดินหน้าต่อไป

หลายคนถามว่าการลดน้ำหนักมีอุปสรรคไหม

คำตอบคือ มีเยอะมาก

ขี้เกียจ... เหนื่อย... ไม่สบาย... ติดธุระ... ไม่มีเวลา...

แต่พอมองย้อนกลับไป หลายครั้งสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงข้ออ้างที่เราสร้างขึ้นมาให้ตัวเอง

วันที่ผมเลิกต่อรองกับตัวเอง แล้วเปลี่ยนการดูแลสุขภาพให้กลายเป็นกิจวัตรประจำวัน ทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนไป

จนทุกวันนี้...ถ้าวันไหนไม่ได้ออกกำลังกาย กลับรู้สึกแปลก ๆ เหมือนขาดอะไรบางอย่าง

สุดท้ายนี้ ผมอยากบอกกับทุกคนว่า...

การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดจากการฮึดแค่วันเดียว แต่มันเกิดจากการลงมือทำซ้ำ ๆ อย่างมีวินัยในทุกวัน

ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ แค่ทำให้ดีกว่าเมื่อวานทีละนิด วันหนึ่งผลลัพธ์จะพิสูจน์ทุกอย่างเองครับ 💚💪

เอาไว้เดี๋ยวมาเล่าให้ฟังนะครับว่าวันๆผมทำอะไรบ้าง กินอย่างไรออกกำลังกายอย่างไร #ลดความอ้วน #ลดน้ําหนัก #ออกกําลังกายง่ายๆได้ที่บ้าน #FoodAndHealthByKanthaphat #CaloriesDeficit

8/6 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ตรงของผม การลดน้ำหนักไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ความสำเร็จเกิดจากความตั้งใจและความสม่ำเสมอในการลงมือทำทุกวัน ผมเน้นลดน้ำหนักแบบค่อยเป็นค่อยไป เน้น Calories Deficit และการเทรนนิ่งกล้ามเนื้อควบคู่กันไป ทำให้สัดส่วนเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจน เช่น รอบเอวลดจาก 49-50 นิ้วเหลือ 38 นิ้ว ผิวหนังไม่หย่อนคล้อยมาก การเดิน Zone 2 เป็นคาร์ดิโอที่ผมเลือก เพราะช่วยเบิร์นไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่เหนื่อยเกินไป จึงทำได้นานและต่อเนื่อง ซึ่งเพิ่มโอกาสในการเผาผลาญพลังงานโดยรวมได้ดีขึ้น ผมเคยเจออุปสรรคมากมาย เช่น ความขี้เกียจ เหนื่อย ไม่มีเวลา แต่เมื่อเปลี่ยนการดูแลสุขภาพให้เป็นกิจวัตรประจำวัน ทุกอย่างก็ดีขึ้น จนบางวันถ้าไม่ได้ออกกำลังกายจะรู้สึกขาดอะไรบางอย่าง ซึ่งบอกได้เลยว่าการมีวินัยสำคัญมากกว่าการฮึดชั่วคราว สำหรับใครที่กำลังเริ่ม ลดน้ำหนักหรืออยากปรับรูปร่าง ผมแนะนำให้กำหนดเป้าหมายแบบสมจริง รู้จักอดทนกับช่วงที่ไขมันลดช้า โดยเฉพาะบริเวณที่ร่างกายหวงแหน และอย่าด่วนท้อเมื่อพบอุปสรรค เพราะผลลัพธ์ที่ดีจะตามมาเมื่อคุณทำอย่างต่อเนื่องและสมดุลระหว่างโภชนาการและการออกกำลังกาย สุดท้าย การเปลี่ยนวิถีชีวิตและนิสัยจะช่วยให้รูปร่างดีขึ้นอย่างยั่งยืน ผมหวังว่าจะได้มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเทคนิคการลดน้ำหนัก รวมทั้งการดูแลสุขภาพต่อในบทความครั้งหน้า เพื่อให้ทุกท่านได้ประโยชน์สูงสุดจากการดูแลตัวเองครับ