Let's get to know the calories deficit.
because of weight loss or proportion Even if we eat a little but uh why not skinny yet We might miss something.# caloriedeficit # Weight loss # Bariatric # Count Cal # foodandhealthbykanthaphat
จากประสบการณ์ของผมเองที่เคยสับสนว่าทำไมลดน้ำหนักโดยการกินให้น้อยแล้วจึงไม่ผอมตามเป้าหมาย ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับแนวคิด Calories Deficit ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่แค่การกินน้อย แต่เป็นการกินให้น้อยกว่าที่ร่างกายใช้พลังงานทั้งหมดในวันหนึ่ง หรือที่เรียกว่า TDEE (Total Daily Energy Expenditure) ผมได้ลองคำนวณ BMR (Basal Metabolic Rate) ซึ่งคือพลังงานขั้นต่ำที่ร่างกายใช้แม้ว่าจะพักผ่อน นั่นคือพลังงานที่จำเป็นสำหรับการทำงานของอวัยวะภายใน จากนั้นนำค่าดังกล่าวมาคูณหรือตั้งต้นเพื่อหา TDEE ซึ่งรวมถึงกิจกรรมประจำวันและการออกกำลังกาย การสร้าง Calories Deficit ที่เหมาะสม ควรตั้งเป้าหมายลดประมาณ 300-500 กิโลแคลอรีต่อวัน เพื่อให้ร่างกายค่อยๆ ดึงไขมันมาใช้เป็นพลังงานอย่างปลอดภัยและไม่เกิดผลกระทบร้ายแรง เช่น การสูญเสียกล้ามเนื้อหรือเมตาบอลิซึมช้า การวางแผนเลือกอาหารที่เน้นความสมดุลระหว่างโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมันที่เหมาะสม เป็นสิ่งสำคัญมากครับ อีกประเด็นที่ผมพบว่ามีความสำคัญมากคือ การปรับเปลี่ยนค่า BMR และ TDEE ทุกครั้งที่น้ำหนักตัวลดลง เพราะร่างกายต้องการพลังงานน้อยลงตามน้ำหนักที่ลด ทำให้การวางแผนอาหารและการออกกำลังกายต้องยืดหยุ่นและปรับได้ตามสภาพร่างกายจริงๆ นอกจากนี้ การผสมผสานการออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่งและคาร์ดิโอ เช่น การเดิน Zone 2 Cardio ไม่เพียงแค่ช่วยเผาผลาญแคลอรี แต่ยังรักษามวลกล้ามเนื้อ ช่วยให้สัดส่วนร่างกายสมส่วนและสุขภาพดีตามมา โดยส่วนตัวผมพบว่าการลดน้ำหนักไม่จำเป็นต้องอดอาหารจนเกินไป แต่ควรกินให้เหมาะสมกับเป้าหมายมากที่สุด สุดท้ายนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ความต่อเนื่องและการตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้จริงในระยะยาว เพราะน้ำหนักลดลงอย่างช้าๆ แต่มั่นคง สุขภาพและสัดส่วนจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีอย่างแท้จริง หากใครที่กำลังเริ่มต้นหรือรู้สึกสับสนกับการลดน้ำหนัก ลองศึกษาค่า BMR และ TDEE แล้วเข้าใจถึงความหมายของ Calories Deficit อย่างแท้จริง ตัวเลขเหล่านี้จะช่วยให้เราไม่ต้องอดอาหารมากเกินไปและทำให้การลดน้ำหนักเป็นเรื่องที่ทำได้จริงและยั่งยืนครับ