Automatically translated.View original post

🤔Source "eat fishy, not eat sweet, commonplace"???

2025/10/12 Edited to

... Read moreหลายคน (รวมถึงเรา) เคยได้ยินผู้ใหญ่พูดว่า “กินคาวไม่กินหวานสันดานไพร่” เวลาเห็นใครกินข้าวเสร็จแล้วไม่แตะของหวาน แล้วก็อดสงสัยไม่ได้ว่ามัน “มาจากไหน” กันแน่ และทำไมฟังดูแรงเหมือนเป็นคำดูถูก เท่าที่ค้นและอ่านจากบทความด้านภาษา/วัฒนธรรม สำนวนนี้ผูกกับ “ค่านิยมเรื่องการกิน” ในสังคมไทยสมัยก่อน ที่คนบางกลุ่มมองว่าการกินของหวานปิดท้ายเป็นมารยาทหรือเป็นรสนิยมแบบผู้มีฐานะ เพราะของหวานโดยเฉพาะขนมไทยบางชนิดทำยาก ใช้วัตถุดิบอย่างน้ำตาล กะทิ ไข่ หรือผลไม้กวน ซึ่งในบางยุคเป็นของที่ไม่ได้เข้าถึงง่ายสำหรับทุกคน การได้กินหวานหลังอาหารจึงถูกตีความว่าเป็นความ “พร้อม” และความ “ประณีต” คำว่า “ไพร่” เองเป็นคำเรียกชนชั้นสามัญในระบบศักดินา (ตรงข้ามกับชนชั้นปกครอง/ผู้มีอำนาจ) พอเอามารวมกับประโยคนี้ จึงกลายเป็นการเหมารวมว่า “คนไม่กินหวาน” คือคนชั้นล่าง หรือเป็นคนไม่มีมารยาท ซึ่งแน่นอนว่าไม่ยุติธรรม และไม่สอดคล้องกับชีวิตจริงเลย เพราะเหตุผลที่ไม่กินหวานมีได้ตั้งเยอะ เช่น ไม่ชอบหวาน แพ้น้ำตาล คุมน้ำหนัก เป็นเบาหวาน ฟันแพ้ง่าย หรือแค่…อิ่มแล้วจริงๆ ดังนั้น ถ้าถามว่า “กินคาวไม่กินหวาน มาจากไหน” คำตอบแบบเข้าใจง่ายคือ มันน่าจะเกิดจากค่านิยมการกินของคนรุ่นก่อนที่โยงรสนิยมกับชนชั้น แล้วถูกส่งต่อเป็นคำพูดติดปาก แต่ในปัจจุบันบริบทเปลี่ยนไปมาก ประโยคนี้เลยถูกมองว่าเป็นคำเหยียด/ดูถูกมากกว่าจะเป็นแค่สำนวนสอนมารยาท ถ้าเราอยากชวนคนกินของหวานแบบไม่ทำร้ายความรู้สึก ลองเปลี่ยนเป็นคำพูดที่นุ่มกว่านี้ เช่น - “ไม่ลองของหวานหน่อยเหรอ วันนี้อร่อยนะ” - “ถ้าไม่หวานมาก เดี๋ยวแบ่งให้ชิมนิดนึง” - “อิ่มแล้วไม่เป็นไร เดี๋ยวห่อกลับได้นะ” สุดท้าย เราว่าความอร่อยไม่ควรถูกใช้เป็นมาตรวัดฐานะหรือคุณค่าของใคร การรู้ที่มาของสำนวนแบบนี้ช่วยให้เราเลือกใช้ภาษาให้ดีขึ้น และไม่เผลอส่งต่อคำพูดที่ไปกดคนอื่นโดยไม่จำเป็น