Automatically translated.View original post

Give away the wet formula

3/19 Edited to

... Read moreถ้าพูดถึง “ขนมเปียกสาคู” ที่ทำแล้วคนทักบ่อยที่สุดของบ้านเรา จะเป็นเวอร์ชันใส่ลูกชิด เพราะได้ความหนึบของสาคูกับความเด้งกรุบของลูกชิดในถ้วยเดียว กินอุ่นๆ ก็หอม หรือแช่เย็นก็สดชื่นมาก วัตถุดิบหลักๆ ที่ใช้ (ปรับหวานตามชอบ) - เม็ดสาคู (เลือกเม็ดเล็กจะสุกไว) - ลูกชิด (ล้างเมือก/กลิ่นน้ำเชื่อมออกก่อน) - กะทิ + น้ำเปล่า (ถ้าอยากเบาหน่อยผสมน้ำได้) โดยปกติฉันใช้น้ำเยอะพอให้สาคูไม่ข้นเกิน—ในภาพที่จดไว้จะประมาณน้ำ 1,500 มิลลิลิตร แล้วค่อยปรับตามปริมาณสาคู - น้ำตาล (น้ำตาลทราย/มะพร้าวได้หมด) - เกลือปลายช้อน (ช่วยดึงความหอมมันของกะทิ) - ใบเตย (ถ้ามี ใส่แล้วหอมขึ้น) ทริคต้มสาคูให้ใส ไม่เป็นไต ไม่เละ 1) ตั้งน้ำให้เดือดก่อนค่อยลงสาคู (น้ำต้องเดือดจริง) แล้วคนทันทีช่วง 1–2 นาทีแรกเพื่อไม่ให้ติดก้นหม้อ 2) พอสาคูเริ่มใสตรงขอบและยังมีไตขาวๆ ตรงกลาง ให้ลดไฟอ่อน ปิดฝาอบต่อ 5–10 นาที แล้วค่อยเปิดดู ถ้ายังมีไตอยู่ก็อบต่ออีกนิด วิธีนี้ช่วยให้สุกทั่วโดยไม่ต้องคนแรงจนเละ 3) เมื่อสุกใสแล้ว ตักล้างผ่านน้ำสะอาด 1–2 รอบ เพื่อลดความเหนียวเป็นก้อน และหยุดความร้อน ทำให้เม็ดสาคูสวย วิธีทำขนมเปียกสาคูให้นัว - ตั้งหม้อใส่น้ำ/ใบเตยให้หอม จากนั้นใส่กะทิลงไป (ไฟอ่อน) เติมน้ำตาลและเกลือ ชิมให้หวานมันพอดี - ใส่สาคูที่ล้างแล้วลงไป คนเบาๆ ให้เข้ากัน ถ้าข้นไปเติมน้ำอุ่นทีละนิดได้ อยากได้แบบข้นหนืดก็เคี่ยวต่ออีกหน่อย - ใส่ลูกชิดเป็นขั้นตอนท้ายๆ แค่พอร้อน เพื่อให้ลูกชิดยังเด้งไม่หดแข็ง เคล็ดลับรสชาติที่ทำให้ “ขนมเปียกสาคู” อร่อยขึ้น - ถ้ากะทิแตกมันง่าย ให้ใช้ไฟอ่อนสุดและคนเรื่อยๆ ไม่ต้องปล่อยเดือดพล่าน - เกลือนิดเดียวสำคัญมาก ช่วยตัดหวานและทำให้กะทิหอมขึ้นทันที - ชอบกลิ่นกะทิชัดๆ แยกทำ “หัวกะทิราดหน้า” (กะทิ + เกลือเล็กน้อย อุ่นพอร้อน) แล้วราดตอนเสิร์ฟ จะได้ฟีลร้านขนมไทย การเก็บรักษา - เก็บในตู้เย็นได้ 1–2 วัน เนื้อจะข้นขึ้นตามเวลา ถ้าจะกินให้อร่อยเหมือนเดิม เติมน้ำ/กะทินิดหน่อยแล้วอุ่นไฟอ่อน คนให้คลายตัว ลองทำตามนี้แล้วถ้าชอบเนื้อแบบไหน (ใสเหลว/ข้นหนืด) ปรับสัดส่วนน้ำกับกะทิได้เลย ทำไม่ยาก แต่ได้ขนมเปียกสาคูที่หอมมันและเนื้อสวยมากๆ