Automatically translated.View original post

DCA series EP.1

Let's prove that DCA

📍 early vs late

Which one yields better? 🤔

🔒. The control variable is

- Same investment = S & P500 (VOO)

- Equal duration = 5 years (12 × 5 = 60 months)

- Equal investment = 150 usd (5000 baht, approximately)

- Same exchange rate.

📊 Value of investment

✅ Early months (4/1/21 -)

- Return = 419,425.57 baht

- Profit / loss = + 133,405.57 baht (+ 46.64%)

✅ Late month (28/12/20 -)

- Return = 420,426.92 baht

- Profit / Loss = + 134,406.93 baht (+ 46.99%)

⚖️ Comparative summary

- Late. > Early.

- More than = 1,001.36 baht (+ 0.35%)

- which over a five-year investment period with a principal of about 300,000 baht, a late return of more than 1,001.36 baht (0.35%) is not significant.

⭕️ So let's conclude that

* * Early month = Late month * *

Note:

- The beginning of the month is mainly invested on the third day of the month. Because most people pay on the 1st and 5th, they choose the third day as the middle day.

- The end of the month will invest the 25th day of the month mainly because most people, the salary is out on the 25th day, and if the end of the month is chosen more than this, such as 30, will make it too close to the early investment day, may see the difference in returns even less.

- If the investment date is the day the market closes, it slides to the next day closest to payday.

- The date of the experiment is Saturday, where the market is still and the currency is still.

📌 If anyone wants to compare any other type of DCA, comment on it. 😊👇👇

# dca # Invest # Stock # Investment finance # Investment

2025/12/10 Edited to

... Read moreหลายคนเริ่มทำ DCA แล้วมักติดคำถามเดียวกันเลยคือ “ควรซื้อวันไหนของเดือนถึงจะได้ราคาดี?” จากที่ลองเทียบต้นเดือน vs ปลายเดือนกับ VOO จะเห็นว่าผลต่างระยะยาวแทบไม่ต่างอย่างมีนัยสำคัญ สิ่งที่สำคัญกว่า “วัน” คือ “ความสม่ำเสมอ” และ “วินัย” ครับ เลยอยากเสริมแนวทางทำ DCA ให้เวิร์กจริง (โดยเฉพาะมือใหม่) 1) DCA คืออะไร และเหมาะกับใคร DCA (Dollar-Cost Averaging) คือการทยอยลงทุนจำนวนเงินเท่าๆ กันเป็นรอบๆ (เช่น รายเดือน) เพื่อให้ได้ “ราคาเฉลี่ย” ลดความกังวลเรื่องจับจังหวะตลาด เหมาะมากกับคนทำงานที่มีรายได้ประจำ และอยากลงทุนยาวๆ ในสินทรัพย์อย่างกองทุนดัชนี/ETF เช่น S&P500 (VOO) 2) เลือกวันลงทุนยังไงดี ถ้าถามแบบใช้งานจริง แนะนำเลือก “วันหลังเงินเดือนออก” ที่คุณทำได้แน่นอนที่สุด เช่น เงินออกวันที่ 1/5 ก็เลือกวันที่ 3 หรือ 5 ไปเลย เงินออกวันที่ 25 ก็เลือกวันที่ 25 หรือวันทำการถัดไป ถ้าวันนั้นตลาดปิดก็เลื่อนไปวันเปิดตลาดใกล้ที่สุด เป้าหมายคือทำให้ระบบมันเดินเอง ไม่ต้องตัดสินใจใหม่ทุกเดือน 3) สิ่งที่ทำให้ผลลัพธ์ต่างจริงๆ (มากกว่าวันซื้อ) - ระยะเวลา: DCA ยิ่งนานยิ่งเห็นพลังของการทบต้น (5 ปีเริ่มเห็นภาพ แต่ 10-20 ปีชัดกว่า) - จำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นตามรายได้: ถ้าปรับ DCA เพิ่มปีละนิดตามเงินเดือน มักส่งผลต่อพอร์ตมากกว่าการเลือกวัน - ค่าธรรมเนียมและสเปรด: โดยเฉพาะซื้อ ETF ต่างประเทศ ผ่านโบรก/แพลตฟอร์มต่างกัน ค่าใช้จ่ายรวมอาจกินผลตอบแทนได้ - อัตราแลกเปลี่ยน: สำหรับการซื้อสินทรัพย์ USD อย่าง VOO ค่าเงินมีผลพอสมควร วิธีง่ายๆ คือยอมรับความผันผวนและ DCA ต่อเนื่องมากกว่าพยายามเดาเงินบาท 4) ทำ DCA ให้ไม่หลุดแผน - ตั้งตัดอัตโนมัติ/ตั้งเตือนในปฏิทิน - แยกบัญชีเงินลงทุนออกจากเงินใช้จ่าย - กำหนดกติกาไว้ล่วงหน้า เช่น “ไม่หยุด DCA เว้นแต่รายได้หายจริงๆ” และถ้าตลาดลงแรงให้มองว่าเป็นช่วงสะสมหน่วยลงทุน 5) เช็กลิสต์ก่อนเริ่ม DCA - มีเงินสำรอง 3-6 เดือนแล้วหรือยัง - หนี้ดอกสูงเคลียร์หรือจัดการได้หรือยัง - เลือกสินทรัพย์ที่เข้าใจ (เช่น S&P500/VOO) และยอมรับความผันผวนได้ สรุปคือ ถ้าต้องเลือกระหว่าง “ต้นเดือนหรือปลายเดือน” ให้เลือกวันที่เข้ากับเงินเดือนและทำได้ยาวๆ จะคุ้มที่สุดครับ เพราะหัวใจของ DCA คือทำให้ต่อเนื่อง และอยู่ในตลาดให้นานพอ