พื้นที่ปลอดภัย ไม่ใช่พื้นที่ที่ลูกทำอะไรก็ได้ 🤍

“ถ้าทำผิดแล้ว…ลูกยังกล้าเดินมาหาเราไหม”

บางทีนี่อาจเป็นคำถามที่สำคัญกว่าการถามว่า

“ลูกกลัวเราหรือเปล่า”

เพราะสิ่งที่พ่อแม่หลายคนอยากให้ลูกมี

คงไม่ใช่ความกลัวจนไม่กล้าทำผิด

แต่คือวันที่ลูกทำผิดแล้ว

เขายังรู้ว่าโลกของเขาไม่ได้พังลง

เพียงเพราะเขาเดินพลาด

ยังรู้ว่ามีบ้านที่กลับมาได้

มีคนที่พูดความจริงด้วยได้

และมีพ่อแม่ที่พร้อมช่วยเขา

รับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้น

แต่ตรงนี้เองที่คำว่า

“พื้นที่ปลอดภัย”

มักถูกเข้าใจผิด

พื้นที่ปลอดภัย

ไม่ได้แปลว่าตามใจลูก

ไม่ได้แปลว่า

ลูกทำอะไรก็ได้

ไม่ได้แปลว่า

ทำผิดแล้วไม่มีผลตามมา

และไม่ได้แปลว่า

พ่อแม่ต้องยอมทุกอย่าง

เพียงเพื่อไม่ให้ลูกเสียใจ

จริง ๆ แล้ว…

พื้นที่ปลอดภัยที่ดี

ต้องมีทั้ง “ความอบอุ่น”

และ “ขอบเขต”

ต้องปลอดภัยพอ

ให้ลูกกล้าพูดความจริง

และชัดเจนพอ

ให้ลูกรู้ว่าอะไรควร

อะไรไม่ควร

🤍

สำหรับหม่ามี้

พื้นที่ปลอดภัยคือวันที่ฟีบัสรู้ว่า

“หนูพูดความจริงกับหม่ามี้และป่าปี้ได้”

แม้ความจริงนั้น

จะไม่ใช่สิ่งที่ผู้ใหญ่อยากฟัง

เช่น

หนูทำของพัง

หนูแอบทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ

หนูทะเลาะกับเพื่อน

หนูกลัว

หนูเสียใจ

หนูอิจฉา

หรือหนูทำเรื่องผิดพลาด

เพราะเวลาลูกทำผิด

สิ่งที่พ่อแม่ต้องการมากที่สุด

ไม่ใช่แค่รู้ว่า “เกิดอะไรขึ้น”

แต่คืออยากให้ลูกกล้าเข้ามาหา

ก่อนที่ปัญหาจะใหญ่ขึ้น

ก่อนที่เขาจะพยายามแก้ทุกอย่างคนเดียว

และก่อนที่ความกลัว

จะทำให้เขาเลือกปิดบัง

เมื่อเด็กกลัวปฏิกิริยาของผู้ใหญ่มากเกินไป

สิ่งที่ผู้ใหญ่อาจได้

ไม่ใช่เด็กที่ไม่ทำผิด

แต่อาจเป็นเด็กที่เรียนรู้ว่า

“ถ้าทำผิด ต้องซ่อนให้ดี”

และการปิดบัง

ไม่ได้หมายความว่าเด็กไม่รู้ผิดชอบเสมอไป

หลายครั้ง

มันเกิดจากความกลัว

กลัวถูกดุ

กลัวถูกตำหนิจนรู้สึกว่าตัวเองแย่

กลัวถูกทำให้อับอาย

หรือกลัวว่าความผิดพลาดครั้งเดียว

จะทำให้คนที่รักผิดหวัง

เพราะฉะนั้น

การเป็นพื้นที่ปลอดภัย

จึงไม่ใช่การบอกลูกว่า

“ไม่เป็นไร ทำอะไรก็ได้”

แต่คือการบอกว่า

“สิ่งที่เกิดขึ้นอาจไม่โอเค

แต่ลูกยังมาคุยกับเราได้”

สองประโยคนี้

แตกต่างกันมาก

🤍

สิ่งสำคัญอย่างนึงในการเลี้ยงลูกคือ

เด็กควรค่อย ๆ เรียนรู้ว่า

“สิ่งที่หนูทำ”

ไม่ใช่สิ่งเดียวกับ

“หนูเป็นใคร”

ลูกอาจทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม

แต่ไม่ได้หมายความว่าลูกเป็นเด็กไม่ดี

ลูกอาจโกหก

แต่เราไม่จำเป็นต้องตีตราว่า

เขาเป็น “เด็กขี้โกหก”

ลูกอาจทำของพัง

แต่ไม่ได้หมายความว่า

เขาเป็น “เด็กไม่เอาไหน”

ลูกอาจควบคุมอารมณ์ไม่ได้

แต่ไม่ได้หมายความว่า

เขาเป็น “เด็กนิสัยไม่ดี”

การแยก

“พฤติกรรม”

ออกจาก

“ตัวตนของลูก”

สำคัญมาก

เพราะเป้าหมายของการสอนลูก

ไม่ใช่ทำให้เขาเกลียดตัวเอง

เมื่อทำผิด

แต่คือช่วยให้เขาเรียนรู้ว่า

“สิ่งที่หนูทำมีผลตามมา

และหนูสามารถเรียนรู้

เพื่อทำให้ดีขึ้นได้”

ความแตกต่างตรงนี้สำคัญมาก

เพราะความละอาย

มักพาเด็กไปถามว่า

“ฉันเป็นคนไม่ดีหรือเปล่า”

แต่ความรับผิดชอบ

พาเด็กไปถามว่า

“แล้วตอนนี้

ฉันควรทำอะไรต่อ”

และสำหรับหม่ามี้

คำถามข้อหลัง

คือสิ่งที่อยากให้ฟีบัสเรียนรู้มากกว่า

🤍

พื้นที่ปลอดภัยยังหมายความว่า

ลูกพูดความรู้สึกได้

“หนูโกรธ”

“หนูไม่ชอบ”

“หนูกลัว”

“หนูเสียใจ”

“หนูไม่อยากทำตอนนี้”

แต่การยอมให้ลูกพูดความรู้สึก

ไม่ได้หมายความว่า

เด็กจะได้ทุกอย่าง

ตามความรู้สึกนั้น

ลูกมีสิทธิ์โกรธ

แต่ไม่ได้มีสิทธิ์ทำร้ายคนอื่น

ลูกมีสิทธิ์ไม่พอใจ

แต่ไม่ได้มีสิทธิ์พูดทำร้ายคนอื่น

ลูกมีสิทธิ์ร้องไห้

แต่ไม่ได้หมายความว่า

กฎทุกข้อจะหายไปเพราะน้ำตา

ลูกมีสิทธิ์พูดว่า

“หนูไม่อยาก”

และพ่อแม่ก็ยังตอบได้ว่า

“หม่ามี้เข้าใจว่าหนูไม่อยาก

แต่สิ่งนี้ยังจำเป็นต้องทำ”

เราไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่าง

“เข้าใจความรู้สึกลูก”

กับ

“มีขอบเขต”

เราทำทั้งสองอย่างได้

“หม่ามี้รู้ว่าฟีบัสโกรธ

แต่เราจะไม่โยนของ”

สองสิ่งนี้

อยู่ในประโยคเดียวกันได้

“ป่าปี้รู้ว่าหนูอยากเล่นต่อ

แต่ถึงเวลาเก็บของแล้ว”

ก็เป็นความรักได้เหมือนกัน

เพราะการรับฟังความรู้สึก

ไม่ได้เท่ากับการยอมรับทุกพฤติกรรม

และการตั้งขอบเขต

ก็ไม่ได้แปลว่า

เราไม่เข้าใจลูก

🤍

เด็กไม่ได้เกิดมาพร้อมความสามารถ

ในการควบคุมอารมณ์

ยับยั้งตัวเอง

หรือแก้ปัญหาได้เหมือนผู้ใหญ่

ทักษะเหล่านี้

ค่อย ๆ พัฒนาไปตามวัย

เพราะฉะนั้น

ในหลายสถานการณ์

สิ่งที่เราเห็นว่าเป็น

“การดื้อ”

อาจมีหลายอย่างอยู่ข้างใน

ความหิว

ความเหนื่อย

อารมณ์ที่ล้น

ความผิดหวัง

หรือการที่เด็ก

ยังไม่มีทักษะอื่น

ในการรับมือกับสถานการณ์นั้น

แน่นอนว่า

ไม่ได้หมายความว่า

เด็กไม่ต้องรับผิดชอบ

แต่หมายความว่า

นอกจากถามว่า

“ทำไมถึงทำแบบนี้”

บางครั้งพ่อแม่อาจลองถามเพิ่มว่า

“ลูกกำลังเจออะไรอยู่”

และ

“ลูกยังขาดทักษะอะไร

ที่เราช่วยสอนได้บ้าง”

เพราะการแก้ปัญหาที่ดี

ไม่ใช่แค่หยุดพฤติกรรมตรงหน้า

แต่คือช่วยให้เด็กมีทางเลือกที่ดีขึ้น

ในครั้งต่อไป

🤍

ตัวอย่างเช่น

ถ้าฟีบัสโยนของ

การเป็นพื้นที่ปลอดภัย

ไม่ใช่การพูดว่า

“ไม่เป็นไรลูก อยากโยนก็โยน”

แต่ก็ไม่จำเป็นต้องตะโกน

จนเด็กตกใจ

หรือทำให้เขารู้สึกว่า

ตัวเองเป็นเด็กที่แย่มาก

เราอาจพูดว่า

“หม่ามี้รู้ว่าฟีบัสโกรธ

แต่เราไม่โยนของนะ

เพราะของอาจเสีย

และคนอาจเจ็บได้”

จากนั้น

ช่วยลูกหาวิธีอื่น

“ถ้าโกรธ หนูบอกหม่ามี้ได้”

“หนูบอกว่าไม่ชอบได้”

“หนูขอให้ช่วยได้”

หรือถ้าเหมาะกับวัย

ช่วยหาวิธีสงบอารมณ์ที่ปลอดภัย

สิ่งสำคัญคือ

การสอนไม่ได้หยุดอยู่แค่คำว่า

“ห้าม”

แต่ค่อย ๆ ช่วยเด็กเรียนรู้ด้วยว่า

“แล้วทำอะไรแทนได้บ้าง”

นี่ไม่ได้ตามใจ

นี่คือการสอน

🤍

และพื้นที่ปลอดภัย

ไม่ได้แปลว่าไม่มีผลตามมา

เด็กจำเป็นต้องเรียนรู้ว่า

การกระทำของเรา

ส่งผลต่อคนอื่น

และบางครั้ง

เราต้องช่วยรับผิดชอบ

กับสิ่งที่เกิดขึ้น

ถ้าทำของพัง

อาจต้องช่วยเก็บ

หรือช่วยแก้ไขตามวัย

ถ้าทำคนอื่นเสียใจ

อาจต้องเรียนรู้การขอโทษ

และพยายามเยียวยาสิ่งที่เกิดขึ้น

ถ้าใช้ของไม่เหมาะสม

อาจต้องพักการใช้สิ่งนั้นชั่วคราว

ถ้าไม่ทำตามข้อตกลง

ก็อาจมีผลตามมา

ที่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงนั้น

สิ่งสำคัญคือ

ผลตามมาควรมีความเกี่ยวข้อง

เหมาะกับวัย

และมีเป้าหมายเพื่อการเรียนรู้

ไม่ใช่เพื่อระบายอารมณ์ของผู้ใหญ่

ไม่ใช่เพื่อทำให้เด็กเจ็บ

และไม่ใช่เพื่อทำให้เด็กรู้สึกอับอาย

เราอยากให้ลูกเข้าใจว่า

“สิ่งที่ฉันทำมีผลตามมา”

มากกว่าจะให้เขาคิดว่า

“ตอนนี้ผู้ใหญ่กำลังโกรธ

ฉันจึงต้องกลัว”

🤍

บางครั้งพ่อแม่ก็กลัวว่า

ถ้าเราใจเย็นเกินไป

ลูกจะไม่เกรงใจ

ถ้าเรารับฟังมากเกินไป

ลูกจะได้ใจ

ถ้าเราปลอบหลังลูกทำผิด

ลูกจะไม่จำ

แต่ความอบอุ่น

กับการไม่มีขอบเขต

ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

และความเข้มงวด

กับการสอน

ก็ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

เราสามารถเป็นพ่อแม่ที่อ่อนโยน

และหนักแน่นได้พร้อมกัน

เรากอดลูกได้

และยังบอกว่า

“สิ่งนี้ทำไม่ได้”

เราฟังลูกได้

และยังไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนกฎ

เราปลอบลูกได้

และยังให้ลูกรับผิดชอบได้

เรารักลูกในวันที่เขาทำผิด

โดยไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย

กับสิ่งที่เขาทำ

นี่อาจเป็นบทเรียนสำคัญมาก

ที่เด็กเรียนรู้จากครอบครัว

“ความรักไม่ได้หายไป

เมื่อฉันทำผิด”

แต่ในขณะเดียวกัน

“ฉันยังต้องเรียนรู้

และรับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำ”

🤍

และบางที

พื้นที่ปลอดภัยที่สำคัญที่สุด

ไม่ได้วัดจากวันที่ลูกทำตัวน่ารัก

เพราะวันที่ทุกอย่างดี

ใครก็รักกันง่าย

แต่มันวัดจากวันที่ลูกทำผิด

วันที่เขาร้องไห้

วันที่เขาอารมณ์ไม่ดี

วันที่เขาพูดความจริง

ที่เราไม่อยากฟัง

วันที่เขากลับมาพร้อมปัญหา

ที่แก้ยาก

ในวันเหล่านั้น

เด็กกำลังค่อย ๆ เรียนรู้ว่า

“ถ้าฉันมีปัญหา

ฉันต้องเผชิญมันคนเดียวไหม”

หรือ

“ฉันยังเดินไปหาพ่อแม่ได้”

สำหรับหม่ามี้

ถ้าวันนึงฟีบัสโตขึ้น

และทำเรื่องผิดพลาด

แน่นอนว่า

หม่ามี้อาจตกใจ

อาจเสียใจ

อาจต้องตั้งคำถาม

และอาจต้องมีผลตามมา

จากสิ่งที่ฟีบัสทำ

เพราะความรัก

ไม่ได้ทำให้ความรับผิดชอบหายไป

แต่มีสิ่งนึง

ที่อยากให้ฟีบัสมั่นใจเสมอ

คือก่อนที่ปัญหาจะใหญ่ขึ้น

ก่อนที่เขาจะเลือกปิดบังทุกอย่าง

ก่อนที่เขาจะรู้สึกว่า

ตัวเองไม่มีใครให้พึ่ง

อยากให้เขารู้ว่า

เขากลับมาหาเราได้

มาพูดความจริงได้

มาขอความช่วยเหลือได้

และเราจะค่อย ๆ ดูสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยกัน

ไม่ใช่เพื่อทำให้ความผิดหายไป

แต่เพื่อช่วยให้เขา

ไม่ต้องเผชิญกับความผิดพลาด

เพียงลำพัง

เพราะท้ายที่สุดแล้ว

การเป็นพื้นที่ปลอดภัย

ไม่ใช่การปูทาง

ให้ลูกเดินโดยไม่เคยสะดุด

แต่คือการสร้างบ้าน

ที่มั่นคงพอ

ให้วันที่ลูกสะดุด

เขายังกล้ากลับมาเล่าให้เราฟัง

และมีขอบเขต

ที่ชัดเจนพอ

ให้เขาค่อย ๆ เรียนรู้ว่า

ครั้งต่อไป

เขาจะทำอย่างไรให้ดีขึ้น

🤍

“ถ้าทำผิดแล้ว…ลูกยังกล้าเดินมาหาเราไหม”

บางทีนี่อาจไม่ใช่คำถามว่า

ลูกกลัวพ่อแม่หรือเปล่า

แต่อาจเป็นคำถามว่า

บ้านของเรา…

ปลอดภัยพอที่จะพูด

และมีขอบเขตพอที่จะเรียนรู้หรือยัง

เพราะพื้นที่ปลอดภัย

ไม่ได้แปลว่าลูกจะทำอะไรก็ได้

แต่มันคือพื้นที่ที่ลูกไม่ต้องเลือกระหว่าง

“พูดความจริง”

กับ

“กลัวว่าจะหมดที่พึ่ง”

และสำหรับหม่ามี้

ถ้าวันนึงฟีบัสจำวันที่ทำผิดได้

หม่ามี้ไม่ได้หวังให้เขาจำเพียงว่า

วันนั้นเขาถูกลงโทษอย่างไร

แต่อยากให้เขาจำว่า

วันนั้นเขาเรียนรู้อะไร

เขารับผิดชอบอย่างไร

และแม้เขาจะทำผิด

เขายังมีบ้านที่กลับมาได้เสมอ

🤍

ปลอดภัยพอที่จะพูด

และมีขอบเขตพอที่จะเรียนรู้

#พื้นที่ปลอดภัย #เลี้ยงลูก #เลี้ยงลูกเชิงบวก #วินัยเชิงบวก #จิตวิทยาเด็ก #เข้าใจลูก #พ่อแม่ #พัฒนาการเด็ก #Parenting #phbus

5 วันที่แล้วแก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์เลี้ยงลูก ผมพบว่าการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับเด็กไม่ได้หมายความว่าเราจะทำตามใจหรือยกเว้นกฎเกณฑ์ทั้งหมดให้ลูกทำได้ทุกอย่างโดยไม่ต้องรับผิดชอบ แต่หมายถึงการสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและเปิดกว้างให้ลูกกล้าพูดความจริงในทุกสถานการณ์ แม้ในวันที่ลูกทำผิด หรือต้องเผชิญกับความรู้สึกที่ไม่ดี เช่น กลัว โกรธหรือเสียใจ ผมได้เรียนรู้ว่าเมื่อเด็กกลัวการถูกตักเตือนหรือโกรธ พวกเขามักจะเลือกปิดบังหรือซ่อนความผิดพลาดแทนที่จะขอความช่วยเหลือ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ปัญหาลุกลามใหญ่โตขึ้นในอนาคต ดังนั้น การเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับลูกจึงต้องมีทั้งความอบอุ่นและขอบเขตที่ชัดเจน ให้เขารู้ว่าเขาสามารถแสดงออกได้อย่างซื่อสัตย์โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกปฏิเสธหรือทำร้ายทางจิตใจ แต่ก็ต้องเข้าใจว่าการกระทำของเขามีผลตามมา ซึ่งผลลัพธ์เหล่านั้นควรเป็นการเรียนรู้เพื่อช่วยให้เขาปรับปรุงตนเอง ไม่ใช่การลงโทษที่ทำให้เขารู้สึกอับอายหรือกลัว นอกจากนี้ การสอนลูกให้รับผิดชอบต่อพฤติกรรมของตนเอง เช่น การช่วยเก็บของที่ทำพัง หรือการขอโทษคนรอบข้างเมื่อทำให้เสียใจ ยังช่วยให้เด็กเรียนรู้เรื่องความรับผิดชอบและการมีวินัยในตัวเอง ผมใช้วิธีพูดคุยอย่างใจเย็น แสดงความเข้าใจในความรู้สึกของลูก เช่น "หม่ามี้รู้ว่าฟีบัสโกรธ แต่เราไม่สามารถโยนของได้นะ" ซึ่งทำให้ลูกเข้าใจขอบเขตโดยไม่รู้สึกว่าถูกตัดสินหรือโดนระบายอารมณ์ ในฐานะพ่อแม่ การให้การสนับสนุนและความรักที่ไม่เงื่อนไขเมื่อเด็กทำผิด จะช่วยปลูกฝังความมั่นใจให้ลูกกล้าเผชิญกับปัญหาและมาขอความช่วยเหลือ โดยไม่ต้องเผชิญกับความผิดพลาดเพียงลำพัง และพร้อมที่จะเติบโตไปอย่างมั่นคงและรับผิดชอบตัวเองได้ในอนาคต สรุปแล้ว พื้นที่ปลอดภัยไม่ใช่เพียงแค่สถานที่ที่ลูก "ทำอะไรก็ได้" แต่เป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความรัก ความเข้าใจ และขอบเขตที่แน่นอน ที่ช่วยให้ลูกได้เรียนรู้และเติบโตอย่างมีคุณภาพและมีสุขภาพจิตที่แข็งแรง

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

พื้นที่ปลอดภัย อาจจะไม่ใช่ใคร แต่เป็นอะไรก็ได้ ที่ทำให้ใจเราอุ่น
“ความสัมพันธ์ที่ดี ไม่ได้อยู่ที่ใกล้กันตลอด แต่อยู่ที่สบายใจทุกครั้งที่คิดถึงกัน” “เราอาจไม่ใช่โลกทั้งใบของกันและกัน แต่เป็นที่พักใจที่อยากกลับมาเสมอ” “โตแล้ว…ไม่ต้องครอบครอง แค่ดูแลกันด้วยความเข้าใจก็พอ” “บางความสัมพันธ์ ไม่ต้องชัดเจนที่สุด แต่ต้องอบอุ่นที่สุดก็พอ” #ติดเทรนด์ #Lemon8ฮาวทู #l
Anny

Anny

ถูกใจ 101 ครั้ง

เมื่อครอบครัว ไม่ใช่ เซฟโซน !? #จิตวิทยาความรัก #นายณภัทร #ทรายสก๊อต #ครอบครัว #พี่ออยพาสวย
พี่ออยพาสวย

พี่ออยพาสวย

ถูกใจ 2 ครั้ง

พื้นที่ปลอดภัยในความสัมพันธ์ 💕
People Worth Keeping วงโคจรชีวิตมีการผลัดเปลี่ยนเสมอ ไม่ใช่เรื่องผิดที่เราจะเลือกจัดระเบียบ ""ผู้คน"" ให้เหลือเพียงพื้นที่ปลอดภัย ความสัมพันธ์ที่ดีไม่ควรทำให้เราเหนื่อยพิสูจน์คุณค่าตัวเอง แต่ควรเป็นที่ที่หลบฝนได้ เป็นที่ที่กล้าเผยจุดอ่อน และช่วยประคองให้เราเติบโตไปในเวอร์ชันที่ส
บันนี่ฮีลใจ By Bunnynay ❤️

บันนี่ฮีลใจ By Bunnynay ❤️

ถูกใจ 20 ครั้ง

Playroom เล่นได้แต่มีกฎกติกานะคะ
• 🏡 แยกพื้นที่ใช้งานชัดเจน ลูกจะเรียนรู้ว่า “ของเล่นอยู่ในพื้นที่เล่น” ห้องนอนไว้พักผ่อน ห้องครัวไว้ทำอาหาร ฝึก Life Skill เรื่องพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่ส่วนรวม • 🧹 ลดความรกทั้งบ้าน ไม่ให้ของเล่นกระจายไปทุกที่ เวลาเก็บก็เก็บง่าย ไม่เหนื่อยทั้งพ่อแม่ทั้งลูก • 🛡️ ปลอดภัยจาก
Joolly

Joolly

ถูกใจ 72 ครั้ง

Safe Space พื้นที่ปลอดภัยสำหรับใจเรา
เมื่อคืนผมฝันอีกแล้ว ฝันถึงใครหลายต่อหลายคนที่ซ่อนอยู่ข้างในใจ ในโลกจริงคนเหล่านี้ก็ห่างไกลจากผมมากเหลือเกินด้วยเงื่อนไขอะไรหลายต่อหลายอย่างทางสังคม ฝันครั้งนี้แตกต่างจากเมื่อก่อนมาก เพราะก่อนหน้านี้ในฝันผมไม่เคยได้สนทนากับคนเหล่านี้เลย ในฝันดูอึดอัดอย่างมาก แต่ฝันครั้งนี้ผมกลับได้สนทนาอ
briling

briling

ถูกใจ 1 ครั้ง

ถึงเวลาเปลี่ยน nursery room เป็น playroom ให้น้องเอวี่แล้วค่า @bebeplayofficial #แผ่นรองคลานเด็ก #playroom #น้องเอวี่
VIEWY

VIEWY

ถูกใจ 10 ครั้ง

วิธีสร้าง“พื้นที่ปลอดภัย”ให้ใจได้พัก
#SelfCare #สุขภาพจิต #พื้นที่ปลอดภัย #ฮีลใจ #พัฒนาตัวเอง
Glow Again

Glow Again

ถูกใจ 3 ครั้ง

พื้นที่ปลอดภัยทางใจ…เราสร้างได้ทีละนิด 🌱
พื้นที่ปลอดภัยทางใจ…เราสร้างได้ทีละนิด 🐒บางครั้งเราก็อยากให้ใจสงบแบบกดปุ่ม pause แล้วทุกอย่างหยุดนิ่ง แต่ความจริงคือ…ใจไม่ใช่รีโมทที่จะกดแล้วหยุดได้ทันที 😅 🥴วันนี้อาจจะวุ่นวาย 😵‍💫พรุ่งนี้อาจยังสับสน 👉แต่ถ้าเราหมั่นฝึก “หายใจลึกๆ พักบ้าง เลือกสิ่งที่ทำให้ใจสบาย” ไม่ช้าไม่นาน เราจะสร้าง “พื้นที่
little monkey

little monkey

ถูกใจ 0 ครั้ง

บ้านบอลไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยอย่างที่เราคิด
เราพาลูกไปเที่ยววันเด็ก ในศูนย์การค้านี้มีบ้านบอล2ที่ บ้านเหลืองใช้บริการบ่อยและดูแลดี ไม่ได้เข้าเพราะคนต่อแถวเข้าใช้บริการเยอะ เลยเลี่ยงไปเล่นร้านนี้แทน โซนนี้เป็นโซนเด็ก เด็กเยอะ ตอนที่ลูกเข้าร้านยอมรับว่าไม่ได้ดูสายข้อมือลูกสีอะไร เพราะร้านจะประกาศว่าสีไหนหมดเวลา คิดว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวยืนเฝ้าเอา
briartei

briartei

ถูกใจ 0 ครั้ง

10 สิ่งที่ไม่ควรโพสต์ลงโซเชียล 📱🌍
⚠️ 10 สิ่งที่ไม่ควรโพสต์ลงโซเชียล บางเรื่อง…เก็บไว้จะปลอดภัยกว่า โซเชียลคือพื้นที่สาธารณะ แต่ไม่ใช่ทุกเรื่องในชีวิตควรเอามาเล่า "ยิ่งโต ยิ่งต้องรู้ว่า อะไรควรโพสต์ และ อะไรควรเก็บ" โซเชียลสอนให้เรา “แชร์” แต่ชีวิตสอนให้เรา “เลือก” เลือกโพสต์เท่าที่ไม่ทำร้ายตัวเองในอนาคต #โพสต์อย่า
bar_beer :)

bar_beer :)

ถูกใจ 381 ครั้ง

ภาพหน้าปกแสดงข้อความว่า "บ้านไม่ใช่เซฟโซน จัดการความรู้สึกยังไง?" พร้อมภาพประกอบบ้านหลากสีสันและต้นไม้เล็กๆ ด้านล่างมีชื่อผู้ใช้ Lemon8 @paakate
ภาพแสดงข้อความ "จงคิดว่า เราสร้างบ้านเองได้" พร้อมตัวการ์ตูนสติทช์ และข้อความอธิบายว่าสติทช์สร้างครอบครัวของตัวเองได้อย่างไร
ภาพแสดงข้อความ "เราอยู่ห่างกัน สักพักได้นะ" พร้อมภาพเครื่องบิน และข้อความแนะนำว่าการอยู่ห่างจากบ้านสักพักก็ไม่เป็นไร
ทำไง?บ้านไม่ใช่เซฟโซน 🏠
บางทีบ้านก็ไม่ใช่เซฟโซนเสมอไป เมื่อไหร่เราเจอบ้านที่ไม่ใช่เซฟโซน เราควรจัดการความรู้สึกยังไงดี วันนี้เลยมาแชร์ให้ฟังว่า เราคิดยังไง..❤️ ใครมีวิธีอื่นมาแชร์กันเพิ่มเติมได้นะ #บ้านไม่ใช่เซฟโซน #ติดเทรนด์ #Lemon8ฮาวทู #lemon8ไดอารี่
Paakate

Paakate

ถูกใจ 22 ครั้ง

พื้นที่มั่นคงและปลอดภัยที่แท้จริง..ที่เราอาจจะไม่รู้
⛺️⛺️ พื้นที่ที่มั่งคงที่แท้จริง เมื่อตอนเราเด็กๆ เราจำกันได้มั้ยว่าสิ่งที่เราต้องการมากที่สุดคืออะไร..มันอาจไม่ใช่ของที่มีราคาแพงหรือมีค่ามากมาย แต่มันคือกอดของใครสักคนที่คอยกอดเราและหอมเราและชมเราในตอนที่เราทำบางอย่างได้สำเร็จ 🖊 และนี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิต และเรารู้สึกว่ามันคือพื้นที
พระแม่ของบ้าน

พระแม่ของบ้าน

ถูกใจ 1 ครั้ง

ดูเพิ่มเติม