เปรียบเทียบสี#pala #รีวิวบิวตี้ #รองพื้น #ป้ายยา
หลายคนถามว่า “รองพื้น PALA สูตรเก่า” กับ “รองพื้น PALA สูตรใหม่” ต่างกันยังไง โดยเฉพาะคนที่ซื้อแบบซอง ลองผิดลองถูกบ่อยมาก เพราะชื่อเฉดคล้ายกันแต่สีจริงอาจไม่เหมือนเดิม เราเลยสรุปจากการลองเทียบให้แบบเข้าใจง่าย เผื่อใครกำลังจะกดสั่งหรือหยิบหน้าเคาน์เตอร์จะได้เลือกถูก 1) เช็คให้ชัวร์ก่อนว่าเป็นซองสูตรไหน บนซองจะมีระบุ “สูตรเก่า” หรือ “สูตรใหม่” และเลขเฉดจะต่างกัน (ที่เห็นบ่อยคือ สูตรเก่า #101 และ สูตรใหม่ #01) เวลาเสิร์ชคำว่า รองพื้น pala / รองพื้นpala / รองพื้นพาลาแบบซอง แนะนำดูรูปซองจากร้านให้ชัด เพราะบางร้านใช้รูปคล้ายกันมาก 2) เทียบสี: สูตรเก่า #101 vs สูตรใหม่ #01 จากที่ลองปาดเทียบ สีไม่ได้ 1:1 นะคะ เลขใกล้กันแต่โทนอาจเปลี่ยนได้ - สูตรเก่า #101: มักให้โทนธรรมชาติ/เบจกว่าเล็กน้อย เหมาะกับคนที่ไม่อยากให้หน้าสว่างลอย - สูตรใหม่ #01: โดยรวมจะดูสว่างขึ้นและโทนจะ “คลีน” กว่า เหมาะกับคนที่อยากได้ลุคผิวใสขึ้น 1 ระดับ ทริคส่วนตัว: ถ้ากลัวพลาด ให้แต้มที่แนวกรามแล้วรอ 5–10 นาทีดูการดรอประหว่างวันก่อนตัดสินใจ เพราะรองพื้นบางตัวพอเซ็ตแล้วสีจะเข้มขึ้นนิดนึง 3) เนื้อรองพื้นและฟินิช ความรู้สึกตอนเกลี่ย สูตรใหม่จะเกลี่ยง่ายและเนียนขึ้น (โดยเฉพาะกับผิวที่มีรูขุมขน) ส่วนสูตรเก่าให้ฟีลคลาสสิก เนื้อแน่นกว่าเล็กน้อย ใครที่ชอบงานปกปิดแบบชัดๆ อาจยังชอบสูตรเก่า 4) การเตรียมผิว: ใช้คู่กับ pala ไพรเมอร์ ได้ไหม? ถ้าผิวแห้งหรือแต่งหน้าแล้วเป็นคราบ แนะนำลงมอยส์เจอร์ก่อน แล้วค่อยตามด้วยไพรเมอร์บางๆ (หลายคนเรียก pala ไพรเมอร์) จะช่วยให้รองพื้นเกาะผิวและดูเนียนขึ้น โดยเฉพาะบริเวณข้างจมูก/ใต้ตา 5) เลือกให้เหมาะกับสภาพผิว - ผิวมัน/ผสม: ลงบางๆ แล้วเซ็ตด้วยแป้งช่วงทีโซน ช่วยคุมมันและลดหลุดระหว่างวัน - ผิวแห้ง: เลี่ยงการลงหนา เน้นบิ้วท์ทีละชั้น และสเปรย์น้ำแร่/ฟิกซ์สเปรย์บางๆ จะช่วยให้ผิวดูอิ่ม ถ้าคุณเคยใช้ “รองพื้นพาลาสูตรเก่า” แล้วชอบสีเดิมมาก แนะนำอย่ากระโดดไปสูตรใหม่แบบเดาสีจากเลขอย่างเดียว ให้เทสต์สี (#101 vs #01) ก่อนเสมอ โดยเฉพาะการซื้อ “รองพื้นพาราแบบซอง” เพราะต่างกันนิดเดียวก็ทำให้หน้าลอยหรือหมองได้เลย





















