สุขภาพจิต link กับสุขภาพกาย(หัวข้อพิเศษ)

ร่างกายกำลังตะโกนบอกว่า "ไม่ไหวแล้ว!"

แต่เรากลับเอาสติกเกอร์ไปแปะทับ "ไฟเตือน" อยู่หรือเปล่า?

​ต่อจากโพสต์ที่แล้ว ที่เราคุยกันเรื่อง "การระบายความเครียดที่ตกค้างในร่างกาย" (ใครยังไม่อ่าน ย้อนไปดูได้เลยนะคะ แมสมาก!)

​วันนี้แอดมินอยากชวนมาเช็กสัญญาณอันตราย...

ของคนที่ชอบ "ฝืน" ค่ะ

หลายคนรู้ตัวว่าเครียด รู้ตัวว่าเหนื่อย...

แต่ก็ยังกัดฟันบอกตัวเองว่า "เฮ้ย ยังไหว! ต้องรีบปั่นงานให้เสร็จก่อน"

​ลองจินตนาการว่าร่างกายเราคือ "รถยนต์" นะคะ

เวลาที่เครื่องยนต์มีปัญหา หรือน้ำมันใกล้หมด...

หน้าปัดรถจะขึ้น"ไฟเตือนสีแดง" (Check Engine)

กะพริบวิบวับใช่ไหมคะ?

​คนส่วนใหญ่ถ้าเห็นไฟนี้ ก็คงรีบเอารถเข้าอู่ หรือแวะปั๊มทันที...

แต่พอเป็นเรื่อง "ร่างกาย" ตัวเอง... หลายคนกลับทำตรงกันข้าม!

​แทนที่จะจอดพัก... เรากลับเลือกที่จะ

"เอาสติกเกอร์ไปแปะทับไฟเตือน" เพื่อให้มองไม่เห็นมันซะ!

☕ ง่วงหรอ? อัดกาแฟเข้าไปสิ จะได้ตื่น

💊 ปวดหัว/ปวดหลังหรอ? กินยาแก้ปวดดักไว้ก่อน เดี๋ยวทำงานไม่ได้

🤢 กรดไหลย้อนหรอ? กินยาเคลือบกระเพาะ แล้วรีบไปประชุมต่อ

​เรากำลังใช้สารเคมีเหล่านี้ "กดอาการ" ไว้ เพื่อหลอกตัวเองว่า "ฉันปกติดี" แล้วฝืนขับรถที่เครื่องกำลังพังต่อไปเรื่อยๆ...

​(เลื่อนดูภาพประกอบ เพื่อเช็ก 2 สัญญาณเตือนภัยที่บอกว่าเครื่องคุณกำลังจะพังค่ะ 🎨🚨)

ข้อคิดฮีลใจวันนี้:

ร่างกายของเราซื่อสัตย์เสมอค่ะ เขาโกหกไม่เป็น (The Body Keeps the Score)ถ้าเขาส่งสัญญาณเตือนมาเป็นความเจ็บป่วย... แปลว่าเขาต้องการความช่วยเหลือจริงๆ

​เลิกเอาสติกเกอร์ไปแปะทับไฟเตือนเถอะนะคะ

ยอมรับความจริง แล้ว "จอดซ่อม" ยานพาหนะคันนี้ดีๆ

ก่อนที่มันจะพังกลางทาง... ในวันที่คุณไม่มีโอกาสได้เลือกอีกต่อไปค่ะ

​ดูแลตัวเองกันด้วยนะ แอดมินเป็นห่วง 🥰

#โลกจิตฯวิทยา #นักจิตวิทยา #การ์ตูนจิตวิทยา #Burnout #ออฟฟิศซินโดรม

2/27 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมหลายครั้งที่เรามักมองข้ามสัญญาณเตือนจากร่างกายเพราะความจำเป็นหรือความกดดันในชีวิตประจำวัน แต่การละเลยและฝืนทำงานต่อไปนั้นเสมือนการแปะสติกเกอร์ปิดไฟเตือนบนรถยนต์ที่กำลังมีปัญหา ซึ่งอาจนำไปสู่การเสียหายอย่างรุนแรงในระยะยาว จากประสบการณ์ส่วนตัว การตระหนักรู้และฟังเสียงร่างกายเป็นเรื่องสำคัญมาก หลายครั้งที่ผมเองก็เคยขับเคลื่อนชีวิตโดยไม่นึกถึงพักผ่อน ทำให้อาการไมเกรนและออฟฟิศซินโดรมกำเริบจนต้องหยุดพักอย่างจริงจัง เมื่อเริ่มย้อนกลับมาฟังความต้องการของร่างกาย เช่น การนอนหลับให้เพียงพอ ปรับพฤติกรรมการกิน และหาวิธีผ่อนคลายความเครียดอย่างเหมาะสม ทำให้อาการต่างๆ ดีขึ้นอย่างชัดเจน และส่งผลดีต่อสุขภาพจิตอีกด้วย นอกจากนี้ อาการนอนไม่หลับหลับไม่สนิท หรือ brain fog ที่หลายคนเรียกกัน บ่งชี้ถึงความเครียดสะสมที่ส่งผลต่อการทำงานของสมองโดยตรง หากปล่อยไว้จะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคซึมเศร้าและภาวะหมดไฟ (Burnout) ซึ่งต้องได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญและอาจจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์อย่างจริงจัง การจัดการสุขภาพจิตและกายในแบบองค์รวมจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด เริ่มจากการยอมรับความรู้สึกเหนื่อยล้า หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีเช่น กาแฟหรือยาแก้ปวดเป็นทางแก้ไขระยะยาว และเลือกที่จะหยุดพักเมื่อร่างกายส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจน สุดท้ายนี้ อย่าลืมว่าร่างกายนี้คือยานพาหนะคันเดียวที่พาเราผ่านชีวิต อย่าปล่อยให้มันพังกลางทางเพียงเพราะเราฝืนทำงานหนักเกินไป

1 ความคิดเห็น

รูปภาพของ ขนุน
ขนุน

ขอบคุณค่ะ