เจตจำนง
Wundt ตั้งชื่อระบบจิตวิทยาของเขาว่า "Voluntarism" 💪
ไม่ใช่เพราะจิตใจทำอะไรก็ได้ตามใจ
แต่เพราะเขาค้นพบว่า "เจตจำนง" (Will) คือพลังที่จัดระเบียบส่วนประกอบต่างๆ ของจิตใจเข้าด้วยกัน
นักจิตวิทยากลุ่มอื่นก่อนหน้า Wundt เชื่อว่า จิตใจเป็นแค่ "ที่รวมของประสบการณ์" แบบ passive
เหมือนถาดที่รับสิ่งต่างๆ มาวาง ไม่มีแรงขับเคลื่อนของตัวเอง
แต่ Wundt บอกว่า ไม่ใช่อย่างนั้น! 🎯
จิตใจ "กระทำการ" อย่าง active
มันเลือก จัดระเบียบ และสังเคราะห์ประสบการณ์ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Apperception
และ Apperception นั้นเองขับเคลื่อนโดย Will — เจตจำนง
เช่น เวลาคุณอ่านหนังสืออยู่กลางเสียงดัง แต่ยังสามารถโฟกัสได้
เวลาคุณเหนื่อยมาก แต่ยังลุกขึ้นทำสิ่งที่ตั้งใจไว้ได้
นั่นคือ Will กำลังทำงานอยู่ค่ะ ✨
แนวคิดนี้ถูก Titchener ลูกศิษย์ของ Wundt นำไปพัฒนาต่อเป็น Structuralism
แต่ Titchener ตัดส่วน Apperception ออก ซึ่ง Wundt เองก็ไม่เห็นด้วยกับการตีความแบบนั้น
ในยุคที่ Notification มาทุก 5 นาที
Voluntarism ยังใช้ได้เสมอ —
เพราะ "เจตจำนง" ยังอยู่ในมือเราค่ะ 🙌
วันนี้คุณใช้ "เจตจำนง" ของคุณโฟกัสกับอะไรบ้าง บอกกันหน่อยนะ?
#Voluntarism #WilhelmWundt #จิตวิทยา #MindPower #พัฒนาตัวเอง #Focus #SelfDiscipline #พี่ปุ๋ยอยากรู้
การศึกษาแนวคิด Voluntarism ของ Wilhelm Wundt ทำให้ผมเห็นภาพใหม่เกี่ยวกับการทำงานของจิตใจในชีวิตประจำวัน ที่ไม่ใช่แค่รับประสบการณ์แบบ passive แต่มีเจตจำนงหรือพลังที่ขับเคลื่อนช่วยให้เราโฟกัสกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในชีวิตจริง ผมมักพบว่าเมื่อมีเสียงรบกวนหรือสิ่งรบกวนอื่นๆ รอบตัว การจะตั้งใจทำงานหรืออ่านหนังสือให้ได้ผลดีจำเป็นต้องใช้พลังของเจตจำนงในการจัดระเบียบความคิด เหมือนกับที่ Wundt อธิบายว่า Apperception ซึ่งเป็นกระบวนการเลือกและสังเคราะห์ประสบการณ์ ถูกนำพาโดยเจตจำนงนี้ สิ่งที่ทำให้แนวคิด Voluntarism ยังคงความทันสมัย คือการที่เจตจำนงยังคงสามารถใช้จัดการกับความว้าวุ่นโดยเฉพาะในยุคที่มี Notification แจ้งเตือนทุก 5 นาที การมีเจตจำนงที่แข็งแรงช่วยให้เราควบคุมความสนใจ ไม่ปล่อยให้สิ่งเร้ามากำหนดความคิดหรือพฤติกรรมได้ง่าย ผมเองก็เคยลองฝึกฝนการใช้เจตจำนงผ่านเทคนิคต่างๆ เช่น การตั้งเป้าหมายชัดเจน การฝึกสมาธิ หรือการวางแผนกิจกรรมให้มีโฟกัส ผมพบว่าทุกครั้งที่ผมรู้สึกเหนื่อยหรืออยากเลิกทำสิ่งใด สิ่งที่ผลักดันให้ผมลุกขึ้นทำต่อได้คือเจตจำนงนี่เอง ซึ่งมันเป็นเหมือนการออกคำสั่งให้จิตใจทำงานอย่างมีวินัยและจงใจ ดังนั้น การเข้าใจและตระหนักถึงบทบาทของเจตจำนงในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การทำงาน หรือการพัฒนาตัวเอง จึงเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างมาก ผมอยากชวนให้ทุกคนลองตั้งคำถามกับตัวเองว่าตอนนี้คุณใช้ "เจตจำนง" ของคุณโฟกัสกับอะไร และคุณช่วยเพิ่มพลังเจตจำนงนั้นได้อย่างไรบ้าง เพื่อชีวิตที่มีความหมายและประสิทธิภาพมากขึ้น
