How to จัดการความทุกข์ คือการเลิกมโนไปเอง
ถ้าเรามานั่งทบทวนกันดีๆ วิธีจัดการความทุกข์ ที่เวิร์กที่สุดอาจจะไม่ได้มาจากการรอนโยบายรัฐแก้ปัญหาปากท้อง หรือตัวเลขในบัญชีที่พุ่งกระฉูด แต่มาจากการจับให้ถูกจุดว่า ต้นตอของความพังทลายในชีวิตเรามันเริ่มและจบที่หัวของเราเองนี่แหละ เราน่าจะเห็นกันแล้วว่าบางคนรวยระดับเศรษฐีแต่หน้าดำคร่ำเครียดนอนไม่หลับ ขณะที่บางคนหาเช้ากินค่ำกลับยิ้มได้กว้างกว ่า เอาจริงๆ เป้าหมายสูงสุดที่มนุษย์วิ่งตามกันหูดับตับไหม้ไม่ใช่ใบเสร็จหรือยอดเงินหรอก มันคือความรู้สึกสงบและแฮปปี้ข้างในต่างหาก
ชีวิตคนเรามันหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดไม่ได้ โดนเจ้านายด่า เศรษฐกิจพัง หุ้นตก มันคือลูกธนูดอกแรกที่เราต้องโดนกันทุกคน แต่ประเด็นคือเราดันชอบหยิบธนูดอกที่สองมาแทงซ้ำตัวเอง ความกังวล ความโกรธ หรือการเก็บเอาเรื่องแย่ๆ มาวนคิดซ้ำๆ ตลอดคืน นี่แหละคือความทุกข์ที่เราเลือกเองเต็มๆ ทั้งที่ความเป็นจริงบนโลกนี้มันตั้งอยู่ของมันเฉยๆ ไม่ได้มีความหมายอะไรเลย เราเองต่างหากที่ไปแปะป้ายให้มัน ลองคิดดูสิ กระดาษใบเดียวกัน คนนึงมองว่าเป็นเงินร้อยบาทต่อชีวิต แต่อีกคนอาจจะมองว่าเป็นแค่เศษกระดาษเปื้อนหมึก
ทีนี้ต้องแยกให้ออกก่อนระหว่างคำว่า ความคิด กับ การคิด สองอย่างนี้ไม่เหมื อนกันเลยนะ ความคิดคือสิ่งที่ผุดขึ้นมาในหัวเราเอง ควบคุมไม่ได้และตัวมันเองไม่ได้ทำร้ายใคร แต่ปัญหาจะเกิดทันทีที่เราเริ่มเข้าสู่โหมด การคิด คือการเอาเรื่องนั้นมาปรุงแต่งต่อยอด หาเหตุผล ตัดสินถูกผิด การคิดนี่แหละคือตัวการสูบพลังงานและเป็นรากเหง้าของความวุ่นวายใจทั้งหมด ลองสังเกตไหมว่าตอนที่เราแฮปปี้สุดๆ หัวเราจะโล่งมาก ไม่มีเรื่องกังวลอะไรตีกันในหัวเลย แต่พอเราเริ่มปั่นหัวตัวเอง คิดนั่นคิดนี่เยอะๆ เหมือนเหยียบคันเร่งจนรอบเครื่องตีไปโซนแดง อารมณ์เราก็จะสวิงแรงตามไปด้วย ยิ่งคิดเยอะก็ยิ่งพัง
แล้วเราจะเอาตัวรอดจากวัฏจักรนี้ยังไง เอาแบบตรงไปตรงมา วิธีจัดการความทุกข์ ที่ดีที่สุดคือการลดแอร์ไทม์ของการคิดลง ปล่อยให้จิตใจมันว่างบ้าง ลองนึกภาพชามใส่น้ำโคลนขุ่นๆ ถ้าเราอยากให้น้ำมันใส เราไม ่ต้องเอามือไปกวนหรือพยายามตักโคลนออกหรอก แค่ปล่อยมันไว้นิ่งๆ เดี๋ยวตะกอนมันก็ตกลงก้นชามไปเอง จิตใจคนเราก็เหมือนกัน การไปสู้กับความคิดก็เหมือนดิ้นในทรายดูด ยิ่งสู้ยิ่งจม แค่รู้ตัวว่า
กำลังคิด แล้วปล่อยให้มันไหลผ่านไปก็พอ
หลายคนอาจจะเถียงว่า ถ้าไม่ให้คิดแล้วชีวิตจะเอาแรงผลักดันจากไหนไปสู้ดิ้นรน คือเป้าหมายคนเรามันมีสองแบบ แบบแรกคือทำเพราะรู้สึกขาดแคลน ทำเพราะกลัวตกขบวน หนี้สินบีบรัด ต่อให้ปั่นยอดจนสำเร็จมันก็ยังโหวงๆ ไม่พอใจสักที ตัดภาพมาที่เป้าหมายจากแรงบันดาลใจ มันคือการทำเพราะอินจัดๆ แบบว่าเสียงข้างในมันเรียกร้อง ไม่ต้องมีใครมาอวยหรือจ่ายโบนัสก็พร้อมลุย โหมดนี้พลังงานมันจะเบาและไปได้ไกลกว่าชัดๆ
เอาเป็นว่าสมองเรามันถูกฝึกมาให้เสพติดความกังวล พยายามจะลากเรากลับ ไปเครียดอยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าเราหัดทำตัวเป็นคนดูบ้าง ไม่ต้องกระโดดลงไปเล่นทุกเรื่อง ปล่อยให้ตะกอนในหัวมันนอนก้นไปเอง เราก็จะเห็นอะไรชัดเจนขึ้นเยอะ อย่าลืมว่าเราห่างจากความสงบแค่ความคิดเดียวเท่านั้นเอง ถามจริงเถอะ ทุกวันนี้ที่เหนื่อยๆ กันอยู่ เหนื่อยกับปัญหาจริงๆ หรือเหนื่อยกับเรื่องที่แต่งขึ้นมาหลอกตัวเองในหัวกันแน่
จากประสบการณ์ส่วนตัว การรู้จักแยกแยะระหว่าง "ความคิด" กับ "การคิด" เป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยลดความทุกข์ในชีวิตได้อย่างมาก ความคิดจะผุดขึ้นมาเองโดยไม่ต้องควบคุม ซึ่งไม่จำเป็นต้องกลัวหรือกังวล แต่เมื่อเราพยายามไปตีความหรือวิเคราะห์จนเกินไป นั่นแหละคือจุดเริ่มต้นของความเครียดและความไม่สบายใจ ผมเคยลองฝึกตัวเองโดยการสังเกตความคิดที่เกิดขึ้น โดยไม่ไปจับจ้องหรือแก้ไข เพียงแค่ยอมรับว่าความคิดเหล่านั้นมีอยู่และปล่อยให้มันผ่านไปเหมือนเมฆลอยบนท้องฟ้า ซึ่งช่วยให้กลับมารู้สึกสงบและลดความวิตกกังวลลงได้เยอะมาก เปรียบเทียบกับชามน้ำโคลนที่ถูกกวนถี่ๆ การปล่อยให้มันนิ่งโดยไม่พยายามจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง คือวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาความสงบใจ เพราะยิ่งเราฉุดตัวเองลงไปคิดมาก เราก็เหมือนยิ่งจมลงไปในทรายดูดยิ่งขึ้น การเลิกมโนหรือหยุดคิดฟุ้งซ่านไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่มีเป้าหมายหรือไม่พยายามเดินหน้า แต่หมายถึงการมีแรงผลักดันจากแรงบันดาลใจภายในตัวเอง ไม่ใช่แรงกดดันจากความกลัวหรือความขาดแคลน ท้ายที่สุด การตระหนักว่าความทุกข์ส่วนใหญ่มาจากการเลือกคิดมากเกินไป จะช่วยให้เราเป็นคนดูความคิดของตัวเองอย่างใจเย็นขึ้น การฝึกจิตใจให้ปล่อยวาง ควบคุมเวลาคิด และลดการมโนเป็นเคล็ดลับง่ายๆ ที่นำไปใช้ได้จริง และทำให้ชีวิตคุณมีความสุขและสงบมากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ
