รู้จักกับ 2 ประเภท “เครื่องย่อยเศษอาหาร” ก่อนเลือกใช้

🍗🍛เครื่องกำจัดเศษอาหาร หรือที่เรียกว่า “เครื่องย่อยเศษอาหาร” ทำหน้าที่ช่วยจัดการ “ขยะอินทรีย์” อย่างเศษอาหาร เนื้อสัตว์ ผักและผลไม้ ที่แม้ย่อยสลายได้เองแต่ต้องใช้เวลาและก่อให้เกิดก๊าซมีเทนสูง ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่รุนแรงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 25 เท่า หลายประเทศจึงเริ่มให้ความสำคัญกับการจัดการเศษอาหารอย่างจริงจัง ตั้งแต่ระดับครัวเรือน ร้านอาหาร ไปจนถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านขยะโดยตรง

.

และหนึ่งในวิธีที่ช่วยส่งเสริมให้ขยะเศษอาหารถูกจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น คือ การเปลี่ยนขยะเศษอาหารให้กลายเป็นปุ๋ยในชั่วข้ามคืนด้วย “เครื่องย่อยเศษอาหาร” นั่นเอง

.

🌿เครื่องย่อยเศษอาหาร คือ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ช่วยย่อยเศษอาหาร ผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ ให้มีขนาดเล็ก แห้ง และไม่มีกลิ่น ภายในเวลาไม่เกิน 24 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับรุ่นของเครื่อง เศษที่ได้สามารถนำไปทำปุ๋ยออร์แกนิก เพื่อปรับปรุงดินหรือปลูกต้นไม้ต่อได้

.

เครื่องย่อยเศษอาหารในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่

1. ระบบที่ย่อยด้วยจุลินทรีย์ธรรมชาติ (Composter)

2. ระบบที่ย่อยเศษอาหารโดยการอบแห้งและบดละเอียด โดยไม่ใช้จุลินทรีย์ธรรมชาติ (Dehydrator)

.

.

๐ ระบบที่ย่อยด้วยจุลินทรีย์ธรรมชาติ (Composter)

เป็นเครื่องย่อยเศษอาหารที่ต้องเติมจุลินทรีย์ซึ่งจะมีมาให้ลงไปผสมกับน้ำและเศษอาหาร (ตามคู่มือแนะนำ) ใช้เวลาในการย่อย 24 ชม. แล้วจะกลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์ 100% ที่มีความเข้มข้นสูง โดยจะมีค่า NPK ครบตามมาตรฐาน ข้อดีคือสามารถเปิดฝาเครื่องเติมเศษอาหารได้ตลอดทั้งวัน (ไม่ต้องรอเครื่องจบขั้นตอนการทำงานเสร็จอย่างเครื่องย่อยประเภทอบแห้งและบด ที่ไม่สามารถเปิดฝาระหว่างเครื่องทำงานได้) จึงเหมาะกับร้านอาหารหรือบ้านที่มี 4 คนขึ้นไป มีราคาสูงกว่าเครื่องย่อยเศษอาหารแบบอบแห้งและบดละเอียด

.

๐ ระบบที่ย่อยเศษอาหารโดยการอบแห้งและบดละเอียด (Dehydrator)

หลักการทำงานเริ่มจากการอบแห้งเพื่อลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ จากนั้นบดเศษอาหารให้ละเอียดคล้ายผง เมื่อบดเสร็จ เครื่องจะระบายความร้อน ลดความชื้น และฆ่าเชื้อด้วยแสง UV ใช้เวลาประมาณ 6–10 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับประเภทและปริมาณอาหาร เหมาะสำหรับครอบครัว 3–4 คน ข้อดีคือ ใช้งานง่าย กดเพียงปุ่ม Power ปุ่มเดียวและรอเวลา แต่ข้อจำกัดคือ ไม่สามารถเปิดเครื่องขณะกำลังทำงานได้ เพราะตัวเครื่องจะหยุดทำงานทันทีแล้วกลับไปเริ่มที่ขั้นตอนแรกทุกครั้ง

.

ข้อควรระวังคือ เครื่องย่อยเศษอาหารทั้ง 2 ประเภทไม่สามารถย่อยเศษอาหารได้ทุกประเภท โดยจะบอกประเภทของเศษอาหารที่ย่อยได้หรือไม่ได้ไว้ในคู่มือ ควรทำตามอย่างเคร่งครัดเพื่อให้ตัวเครื่องทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

.

สรุปการใช้งานที่เหมือนกันของเครื่องย่อยเศษอาหารทั้ง 2 ประเภท คือ ใช้งานง่ายไม่ซับซ้อน ไม่ต้องเปลี่ยนไส้กรองทุก 3 เดือน ไม่ต้องซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติม ลงทุนครั้งเดียวจบ แต่มีรายละเอียดที่แตกต่างกันเล็กน้อยในขั้นตอนแรก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความชอบและความสะดวกของแต่ละบ้าน รวมถึงจำนวนสมาชิกคนในบ้านด้วย

.

#SCGHome #เครื่องย่อยเศษอาหาร #เครื่องกำจัดเศษอาหาร #วิธีการแยกขยะ #กำจัดเศษอาหาร

2/17 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้ทดลองใช้เครื่องย่อยเศษอาหารทั้งสองประเภท พบว่าความแตกต่างในวิธีการใช้งานและความสะดวกสบายมีผลต่อการเลือกใช้มาก ระบบที่ใช้จุลินทรีย์ธรรมชาติจะเหมาะกับบ้านหรือร้านอาหารที่มีหลายคน เพราะสามารถเติมเศษอาหารเพิ่มตลอดวันได้โดยไม่ต้องหยุดเครื่อง ซึ่งสะดวกมากเมื่อต้องจัดการเศษอาหารจำนวนมาก ข้อดีอีกอย่างคือปุ๋ยที่ได้มีคุณภาพสูง มีกลิ่นน้อยและสามารถนำไปใช้ได้ทันที แต่ต้องแลกกับราคาที่สูงกว่าและต้องเตรียมจุลินทรีย์ตามคู่มือ ส่วนระบบอบแห้งและบดละเอียดเหมาะกับครอบครัวขนาดเล็กที่ต้องการความง่ายและรวดเร็ว แค่กดปุ่มเปิดเครื่องแล้วรอให้ทำงานจนครบระบบ แม้จะไม่สามารถเปิดฝาระหว่างทำงานได้ แต่ก็ลดกลิ่นและปริมาณขยะไปได้ดี นอกจากนี้ยังมีขั้นตอนการฆ่าเชื้อด้วยแสง UV ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเลือกใช้เครื่องประเภทใด สิ่งสำคัญคือการปฏิบัติตามคู่มือและคำแนะนำอย่างเคร่งครัด เช่น ไม่ใส่วัสดุที่เครื่องไม่รองรับ รวมทั้งทำความสะอาดและดูแลเครื่องอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เครื่องมีประสิทธิภาพและใช้งานได้นาน ในช่วงเริ่มต้น แนะนำให้ทดลองใช้ปริมาณเศษอาหารในแต่ละวันและดูผลลัพธ์ของปุ๋ยที่ได้ เพื่อปรับการใช้งานให้เหมาะสมกับรูปแบบการใช้ชีวิตและความต้องการของครอบครัวหรือธุรกิจของคุณ สิ่งนี้จะช่วยให้คุณได้ประโยชน์สูงสุดจากการลงทุนในเครื่องย่อยเศษอาหาร และยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมโดยลดขยะอินทรีย์ที่ปล่อยก๊าซมีเทนด้วย