จดหมายนี้ส่งถึงเธอแล้ว (ฉบับที่ 1)
เราเห็นสีหน้าและแววตาของน้องอย่างชัดเจน
ทั้งความอึดอัด เหนื่อยล้า และเหมือนไม่ไหวแล้ว
มันสะท้อนออกมาทางท่าทางและพลังงานโดยรวม
ก่อนหน้านี้ น้องก็เคยทำงานที่ร้านมาก่อน
แล้วก็ไปทำงานบริษัทข้างนอกอยู่หลายปี
ระหว่างนั้นที่ร้านมีป้า(ญาติฝั่งพ่อ) แม่ และลูกจ้างอีก 1 คนช่วยกันดูแล
ส่วนงานปัจจุบันของน้องตอนนี้ คือเลี้ยงหลานแ ฝด 2 คนอยู่กับพี่สาว เพราะภาระในด้านการผ่อนรถ ที่ทำให้อดทนทำงานไปเรื่อยๆ ทั้งงานก่อนหน้านั้น และ งานนี้ แม้จะไม่ชอบงานเหล่านั้นก็ตาม แต่ก็ต้องอดทนทำไป เพราะ รายจ่ายค่าผ่อนรถ ค่าประกันรถ และ จิปาถะอื่นๆที่มาตามกระแสในช่วงนั้นๆ เช่น โทรศัพท์เครื่องใหม่ ไดร์เป่าผม
และหลังจากที่น้องไปทำงานที่พี่สาวฉันเลยได้รู้ความจริงมากขึ้นผ่านใบเสร็จที่ส่งมาที่บ้าน ว่าน้องสาวมีไปกู้ธนาคารด้วย ในวงเงินสินเชื่อ (แต่ก็ยังดีที่ไม่ใช่การกู้นอกระบบ)
น้องบอกว่า “ถ้าไม่เป็นหนี้ ก็ไม่มีทรัพย์สิน”
ฉันเข้าใจมุมนี้นะ — มันถูกครึ่งหนึ่ง และผิดครึ่งหนึ่ง
เพราะถ้าอยากได้รถ ก็มีรถมือสองคุณภาพดีในงบประมาณ 200,000–300,000 บาท
แต่สุดท้ายน้องเลือกออกรถใหม่ป้ายแดง ราคาเกือบล้าน
เมื่อรวมดอกเบี้ย ผ่อนเสร็จรถคันนี้จะมีมูลค่ากว่าล้านบาท
ซึ่งฉันก็ดีใจ และโล่งใจ ที่สุดท้ายจะผ่อนหมดแล้วในเดือนมิถุนายนปีนี้
⸻
ตอนฉันเริ่มทำงานที่ร้านใหม่ ๆ
เงินเดือนที่ได้รับคือ 5,000 บาท
งานในช่วงนั้นคือขับรถพาแม่ออกไปซื้อของที่ตลาดเช้า
แล้วกลับมาเริ่มงานอีกทีตอนบ่าย
จนถึงประมาณ 5 โมงครึ่ง
คิดเฉลี่ยแล้วตกประมาณ 200 บาท (4-5ชั่วโมงต่อวัน)
เพราะร้านหยุด 1 วันต่อสัปดาห์
ค่าใช้จ่ายที่แม่ออกให้เพิ่มเติมในส่วนของฉันมีหลายอย่าง
เช่น
1. ค่ากิน (ในบ้าน, ในร้าน, นอกบ้าน)= 3,000฿
2. ค่ายา= 1,300฿ (ราวๆ 45วัน)
3. ค่าประกัน= 1,400฿ ต่อเดือน
4. ค่าน้ำ/ไฟ= 1,000-1,200฿ เพราะฉันจะนอนเปิดแอร์ทุกวันขณะหลับ วันละ 2 เวลา ช่วงกลางคืน และกลางวัน หากหารกับแม่ที่นอนด้วยกันแล้วจะอยู่ที่ 500-600฿(ส่วนน้ำ เราใช้บ่อบาดาล เลยจ่ายแค่ค่าน้ำประปาขั้นต่ำที ่ 200 บาท)
ซึ่งค่าใช้จ่ายตรงนี้รวมๆแล้ว ราวๆ 6,900฿
ยอดเหล่านี้ยังเป็นเพียงแค่ยอดขั้นต่ำเท่านั้น เพราะบางเดือนอาจจะอยู่ในระดับนี้ หรือมากกว่านี้ก็ได้ค่ะ และถ้าวัดตามระดับนิสัยการใช้จ่ายแล้ว ของน้องสาวจะสูงขึ้นไปอีก ราวๆ 50-60% จากการใช้จ่ายปกติของตัวฉันเอง (ฉันอาจจะอคติไปหน่อยไหมนะ? แต่ขอคิดประมาณนี้ไว้ก่อนค่ะ การคำนวณจากพฤติกรรมในอดีต นั้นเป็นสถิติที่น่าเชื่อถือกว่าในอนาคตเสมอ)
ทำไมฉันถึงจริงจังกับเรื่องเหล่านี้นัก ตัวฉันรู้คำตอบเหล่านี้ดีค่ะ เมื่อเป้าหมายเราชัดเจนและคอยพิจารณามันตลอด ความจริงจังในรายละเอียดเลยเพิ่มมากขึ้นตามสภาวะและสถานการณ์ค่ะ หากเราอยากใช้ชีวิตที่เลือกได้ เราก็ต้องแลก และ เสียสละกับบางสิ่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
⸻
ในช่วง 1-2 ปีแรก ฉันโอเคกับการที่ตัวเองได้มีเวลามากขึ้น ถึงแม้จะต้องประหยัดมากๆ เพื่อจะได้มีเงินเก็บ ราวๆ 3,000฿ ต่อเดือน จากเงินเดือน 5,000฿ เพราะถ้าเป็นของ Shopping ส่วนตัวที่ไม่มีในร้าน และ สกินแคร์ต่างๆ ก็ต้องเอาเงินในส่วนของตัวเองออก รวมถึงไปดูหนังกับเพื่อนที่อย่างน้อยจะต้องไปเดือนละ 1 ครั้ง ตอนนั้นฉันยังจำได้ดีว่า ความฝันของฉันคือการได้ทำอะไรแบบนี้ค่ะ ได้ดูหนังกับเพื่อนทุกเรื่องที่อยากดู ส่วนการดูซีรี่ย์นั้นเหมือนฉันจะเบื่อมันไปซะก่อนเพราะช่วงที่รอหางานนั้น ฉันว่างมากจนแทบจะเก็บทุกเรื่องที่ฉันอยากดู ทำให้กองคลังซีรี่ย์ที่ฉันดูไปนั้น เรียกได้ว่า คนทำผลิตเรื่องใหม่ๆ ทำมาให้ดูไม่ทันกันเลยทีเดียว ทำให้ความสนใจเลยตกมาที่การได้ดูหนังแทน จนมันหมดแล้วก็จะเหลือแค่เรื่องใหม่ๆเท่านั้น หลังๆฉันตั้งใจจะหักดิบตัวเอง เพราะการนอนที่ไม่ตรงต่อเวลาในแต่ละวัน พฤติกรรมเหล่านี้ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันของฉันเป็นอย่างมาก ฉันเริ่มเสพติดพฤติกรรมการนอนตอนกลางวัน แล้วตื่นตอนกลางคืน เรื่องเหล่านี้กระทบกับจิตใจฉันค่ะ ที่มักจะง่วงๆ ซึมๆ เบลอๆจนไม่เป็นอันทำอะไร มันเลยทำให้ฉันต้องเปลี่ยนตัวเอง ความฝันในเรื่องเหล่านี้เลยกลายเป็นเม็ดทรายในชีวิตของฉันไปค่ะ
แต่โชคดีที่ตอนนี้ฉันสามารถควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น และเลือกจะดูเฉพาะเรื่องที่ออนแอร์เท่านั้น ทำให้การใช้เวลา ขณะดูนั้น ต้องรอตอนต่อไป ในสัปดาห์หน้า ซึ่งก็โอเคและพอดี สำหรับฉันมากๆ เป็นการให้รางวัลตัวเอง ที่ดีเยี่ยมสุดๆ มันทำให้การดูซีรี่ย์นั้นเป็นมากกว่าความบันเทิงไปค่ะ เพราะการที่เรารับผิดชอบส่วนอื่นๆได้เต็มที่แล้วมาเติมรสหวานให้ตัวเองที่ไม่มากจนเกินไปนั้น มันดีต่อใจจริงๆค่ะ
____
ต่อมารายรับของฉันค่อย ๆ ขยับขึ้น
เริ่มจากฉันเสนอตัวรับงานบางส่วนที่ปกติต้องจ้างคนอื่นเพิ่ม
รายได้ตอนนั้นเลยกระโดดขึ้นเกือบเท่าตัวจากเดิม
จากนั้นแม่ก็เริ่มจ่ายเพิ่มอีกครั้ง โดยบอกว่าเป็น “ค่าขยัน”
ฉันเริ่มเข้าเวรเช้าเร็วขึ้น จากเดิมบ่ายโมง
กลายเป็นเริ่มตั้งแต่ 11:00 น. หรือ 11:30 น. แล้วแต่วัน
แต่จะไม่เกินเที่ยง
สิ่งที่ทำให้แม่สามารถจ่ายเพิ่มได้ ฉันคิดว่า
มาจากการที่ฉันช่วยเคลียร์ปัญหาในบ้าน
ตัดค่าใช้จ่ายในบางส่วนออก
เช่น ค่าใช้จ่ายที่แม่เคยต้องจ่ายให้ฝั่งญาติพ่อ ที่ตัดไป 2 บ้านเริ่มควบคุมค่าใช้จ่ายของบ้าน 3 และเพิ่มค่าใช้จ่ายของป้า(ญาติฝั่งแม่)ที่ลูกพี่ลูกน้องฝากมาให้อยู่ด้วย เพราะแต่งงานไปอยู่กับแฟนที่อเมริกา
ตอนแรกแม่คิดรายเดือนส่วนของป้าแค่ 5,000 บาท
แต่ฉันลองคำนวณพร้อมชี้แจงรายละเอียดทั้งหมด
สุดท้ายฉันขอขึ้นกลายเป็น 9,100-9,700 บาทต่อเดือน
ซึ่งคิดตามยอดรายวัน (28,29,30,31 วัน)
ยอดเพิ่มขึ้นเกือบ 100% ก็จริง
แต่ยังอยู่ในรูปแบบที่ทั้งสองฝ่ายรับได้
เพราะถ้าต้องไปฝากเลี้ยงในศูนย์สำหรับผู้ป่วย
ราคาขั้นต่ำเริ่มที่ 20,000 บาทขึ้นไป(ยังไม่รวมค่ายาอีก)
แต่ฉันก็พอใจที่มีป้า(ญาติฝั่งแม่) อยู่ช่วยงานเล็กๆน้อยๆในบ้านอีกแรง เพราะการทำงานนั้นช่วยในเรื่องจิตใจอย่างมากโดยเฉพาะช่วยเครียร์ความฟุ้งซ่าน ฉันเลยขอให้ป้าช่วยในด้านการถูบ้าน ล้างจาน และ ตากผ้า ถึงแม้จะมีอาการป่วยที่เราต้องรับมืออยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับฉันค่ะ
🗓️วันที่ 17 มิถุนายน 2568
มีเหตุให้ลูกจ้างต้องลาออกจากงาน
งานในส่วนของลูกจ้างจึงมากองอยู่ที่ฉันเต็ม ๆ
โดยเฉพาะช่วงเช้า ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่แม่ไม่ค่อยว่างช่วย
เพราะต้องรับลูกค้า ซึ่งถือเป็นหน้าที่สำคัญที่สุด
ก่อนที่จะไปห่วงงานในส่วนอื่น ๆ ได้
ช่วง 9 วัน ที่ผ่านมา
ฉันจึงแบกรับงานหนักกว่าเดิมแบบรู้สึกได้จริง ๆ
แม้แต่จังหวะของการหายใจขณะพักก็สัมผัสได้ถึงความเพลียสะสมที่เกิดขึ้น
มีลูกค้าราวๆ 3 คน ที่สนใจในงานส่วนนี้ แต่เพราะฉันยังเอาแน่เอานอนกับน้องสาวยังไม่ได้ เลยต้องหยุดการจ้างงานส่วนนี้ไปก่อน
ถึงแม้ฉันจะเหนื่อยมากขึ้นแต่เงินที่ได้นั้น ก็มากพอที่ทำให้ฉันหายเหนื่อยค่ะ
แต่ฉันคิดว่าในระยะยาวยังไงก็ต้องหาคนมาเพิ่ม แต่จะรอคนที่จะทำงานร่วมกันได้มากกว่าจะอดทนกับการทำงานที่ไม่สอดคล้องกัน
แต่ถ้าน้องสาวยืนยันจะมาทำด้วยกันนั้น แน่นอนว่าเรื่องเงินจะกลายเป็นเรื่องหลักที่เราจะมาทำความเข้าใจกันค่ะ เพราะปกติแล้วเงินเดือนของฉันเดือนล่าสุดที่ได้รับ ณ ตอนนี้นั้น จะมี 12,000฿+ ค่าขยัน และ (บวกในส่วนของงานเพิ่ม) ทำให้ล่าสุดขั้นต่ำอยู่ที่ราวๆ 17,000฿ ต่อเดือน และในคงคลังของร้านก็ยังมีเงินเก็บมากพอที่จะมาพัฒนาร้านและเราเก็บออมได้เพิ่มขึ้นจากเดิมที่แทบจะไม่เหลือเลย ฉันเลยคิดว่าเงินที่ฉันได้รับนั้นสมเหตุ สมผลมากพอที่ฉันจะได้ และควรมีอำนาจในการตัดสินใจทั้งในเรื่องงานในร้าน และ เรื่องภายในบ้าน เพื่อที่จะพัฒนาทั้ง 2 เรื่องไปในทิศทางที่ดีขึ้นในอนาคต แต่ฉันหวังว่าแม่จะเป็นตัวคั่นกลางที่ดี ระหว่างฉันกับน้องสาวค่ะ เพราะหากฉันตึงและเข้มงวดแล้ว ฉันอยากจะให้แม่ใจดีในแบบพอประมาณเพื่อที่ฉันจะได้เห็นมุมมองในอีกด้านผ่านความคิดของแม่ค่ะ
_____
“หากจะลดเงินเดือนฉันลง” สำหรับฉันไม่ควรเกิน 12,000฿ ค่ะ และถ้าต้องลดในเงินเดือนส่วนนี้ของฉันเพิ่มขึ้นอีก แต่แลกกับเวลาที่เพิ่มขึ้น (ถ้าเป็นแบบนี้ฉันจะขอพิจารณาดูก่อน) ในทางยืดหยุ่นมากที่สุดนั้น กฎเหล็ก การออม 5,000฿ ต่อเดือน จะต้องไม่กระทบในส่วนนี้ค่ะ
เพราะสำหรับฉันการปฎิเสธ อะไรที่ไม่ใช่เป็นสิ่งสำคัญมาก เพื่อรักษาจุดยืนในแบบที่ใช่สำหรับฉันเอาไว้
และถ้าสุดท้ายหากน้องสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองได้ ทำให้ฉันและแม่ไว้วางใจได้ พร้อมดูแลและรับผิดชอบเรื่องต่างๆได้ดีกว่าฉัน ฉันก็ยินดีจะมอบอำนาจหน้าที่ทุกอย่างทั้งในเรื่องภายในบ้านและเรื่องงานได้อย่างไม่ลังเลใจค่ะ และแน่นอนว่ารายได้ที่ได้จะต้องสมน้ำสมเนื้อกับสิ่งที่คนๆนั้นรับผิดชอบ
⸻
“จดหมายถึงน้องสาว ฉบับที่ 1”
การทำงานให้ดีขึ้นในแต่ละวัน
เวอร์ชันที่เราจะได้รับจากมัน…
ไม่ใช่เพียงผลลัพธ์ แต่คือ ความสนุกระหว่างทาง
ความรู้สึกว่า เราได้ฝึกตัวเองทีละเล็กทีละน้อย
ไม่ต้องเก่งทันที — แค่ดีขึ้นวันละนิดก็พอ
แต่ในทางกลับกัน หากไม่ฝืนใจทำในจุดนี้
ความเบื่อหน่ายก็จะเข้ามาแทน
และการทำงานก็จะกลายเป็น “วงจรวนซ้ำ”
ที่ทำให้เรารู้สึกทรมาน และค่อย ๆ หมดแรงจะใช้ชีวิต
เราอาจหลอกตัวเองว่า “ทำไปเพื่อเงิน”
แต่ถ้า คุณภาพของงานไม่เคยพัฒนา
ถ้าไม่ใส่ใจในสิ่งที่เราทำ
สุดท้าย “เงิน” ก็ไม่ใช่คำตอบ
เพราะเงินที่ได้…จะอยู่ไม่นาน
แต่ “ใจที่ใส่” จะส่งผลระยะยาว
เงินตามมาหลังความใส่ใจเสมอ
ไม่ใช่ก่อนมัน
แต่งา นบางงานที่เราชอบจริงๆ อาจจะไม่สร้างรายได้ เช่น การเป็นนักเขียน แต่เราก็ทำมันได้ ทำควบคู่กันไป ทำยังไงก็ได้ ให้เราอยู่กับชีวิตที่เราจะออกแบบได้ ต้องคิดว่า จะทำยังไง มากกว่าคงทำไม่ได้
ระหว่างนี้ลองไปคิดดู ลองทำเยอะๆ ดูว่าเราชอบอะไร
_______
สำหรับฉันจริงๆแล้ว หากน้องหาสิ่งที่อยากทำจนเจอ ฉันอยากจะรู้ว่า เงินที่น้องต้องการในแต่ละวัน แต่ละปี ที่ต้องจ่ายในแบบที่ตัวเองพอใจนั้น อยู่ที่เท่าไหร่กันนะ???
แต่ ณ ตอนนี้ฉันคงไม่ตามใจ ขนาดนั้นหรอกค่ะ เพราะคนเรามักจะฟุ้งเฟ้อตามรายรับที่ตัวเองมีเสมอ
-จดหมายฉบับนี้ได้ส่งถึงมือเธอแล้ว-
ลงเวลา 21:32น. วันที่ 26 มิถุนายน 2568
🐞
สำหรับฉัน ถ้าเงินคือความสุข — งานเขียนก็คงเป็น “รายได้” ที่เติมเต็มใจได้ดีที่สุดเลยละค่ะ
อย่าเพิ่งล ะทิ้งสิ่งที่รัก เพียงเพราะมันไม่สร้างรายได้
เพราะการได้ทำในสิ่งที่หล่อเลี้ยงใจ
มันจะค่อย ๆ เปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตของเราไปเอง
เราจะใช้เงินน้อยลง เพราะความอิ่มเอมภายในนั้นเพียงพออยู่แล้ว
ความสุขบางอย่าง…จึงไม่ต้องซื้อ
แค่เรา ลงมือทำมันอย่างสม่ำเสมอ เท่านั้นเองค่ะ
❤️☂️ ช่วงนี้ที่บ้านฉันฝนตกบ่อยเหลือเกิน
เป็นฤดูของต้นฝนที่ฉันเฝ้ารอมาเสมอ—
เหมือนหิมะแรกของปี ที่ทำให้ใจเราเงียบลงและอบอุ่นขึ้นในเวลาเดียวกัน
ขอให้วันนี้คุณได้มีสิ่งที่อยากลงมือทำ
และพบความสุขเล็ก ๆ ระหว่างทางนะคะ
Happy Friday ค่ะ ☁️🍃
🧸🎈
ในชีวิตของเราทุกคน ต่างต้องเผชิญกับความท้าทายและความกดดันในการดำเนินชีวิตที่อาจบีบคั้นหัวใจไม่ต่างกัน จากการทำงานที่เรารักหรือที่จำต้องทำเพื่อประคับประคองครอบครัว การดูแลพี่น้อง หรือลูกหลาน ก็เป็นอีกหนึ่งความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ที่หนุ่มสาวในยุคนี้ต้องแบกรับไว้ การบริหารจัดการเงินก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อไม่ให้ตกอยู่ในหนี้สินหรือสถานการณ์ทางการเงินที่ตึงเครียด ดังนั้นการวางแผนการใช้จ่ายและการประหยัดจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อให้รู้สึกสบายใจเมื่อมีรายจ่ายประจำที่ต้องดูแล เช่น ค่าผ่อนรถ ค่าประกัน หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นตามช่วงชีวิต. นอกจากการทำงานและการดูแลบ้าน ยังมีเรื่องสำคัญคือการรักษาใจตัวเองให้มีความสุข หาเวลาให้กับสิ่งที่เรารัก อย่างการดูหนังหรืออ่านหนังสือ ซึ่งช่วยเติมความสุขให้กับชีวิตได้ นี่คือการสร้างสมดุลระหว่างการงานและการใช้ชีวิต เพื่อไม่ให้เกิดความเบื่อหน่าย ดังนั้นจึงควรพยายามหาความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวันที่เต็มไปด้วยความท้าทาย พร้อมส่งต่อกำลังใจและเงื่อนงำที่ดีไปยังผู้คนรอบข้างด้วย เมื่อทำได้เช่นนี้ ชีวิตจะมีความหมายและความสุขที่แท้จริง. ในระยะยาว การเรียนรู้และประสบการณ์จะช่วยพัฒนาตนเองให้ดียิ่งขึ้นเมื่อเผชิญกับอุปสรรค ยิ่งเรามีความตั้งใจในการพัฒนาตนเอง ทุกอย่างจะเป็นไปได้ด้วยดี โดยเฉพาะเมื่อเรามองย้อนกลับไปเห็นเส้นทางที่ผ่านมาและความสำเร็จที่ได้มา เป็นเครื่องยืนยันว่าความพยายามของเรานั้นไม่เคยสูญเปล่า.






