Caregiver‘s Diary:ในความวิปลาส มีดวงดาว

มันเป็นความรู้สึกยังไงกันแน่นะ?

🗓️วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน 2568

เมื่อเช้ามืด ป้าที่ฉันดูแลช่วงนี้มาเคาะประตู เรียกให้เปิดประตูกลางตอนตีสี่ครึ่ง เรื่องแบบนี้เคยเกิดมาแล้วหลายครั้ง ก่อนหน้านี้ถึงขั้นเปิดประตูห้องนอนเข้ามาปลุกเลย ทำให้ฉันต้องล็อกประตูห้องทุกคืน เพราะป้าลงมาไม่เป็นเวลา—ห้าทุ่มบ้าง เที่ยงคืนบ้าง ตีหนึ่ง ตีสอง ตีสาม จนคนอื่นในบ้านตื่นกันเป็นประจำ โดยเฉพาะแม่กับน้องสาว ส่วนฉันกลับไม่รู้เรื่องอะไรเลยเพราะหลับสนิททุกที

เราเลยตกลงกันว่า “งั้นล็อกประตูกลางไว้”

แต่พอทำแบบนั้นได้สักพัก การปลุกและการเคาะประตูก็กลายเป็นเรื่องใหม่ที่ตามมาแทน

ฉันเคยถามป้าในเชิงตั้งคำถามตรง ๆ ว่า “ถ้าแม่หรือตัวฉันกำลังนอนอยู่ ปลุกได้ไหม”

เขาตอบว่าไม่ได้

เราจึงตกลงกันว่าจะให้ลงมาได้ตอนตีห้าเท่านั้น พร้อมตั้งนาฬิกาปลุกไว้เป็นสัญญาณ

แต่เช้าวันนี้ เขาก็ยังมาเคาะตอนตีสี่ครึ่ง และเคาะอยู่เรื่อย ๆ เกือบสิบห้านาที

“แปลกดี” ที่ฉันไม่ได้หงุดหงิดเลย เพราะจังหวะการตื่นของฉันไม่ถูกทำลาย ฉันแค่นอนรอจนถึงตีห้าตามนาฬิกาปลุก แล้วค่อยลุกขึ้นมา

พอเปิดประตู ฉันเห็นป้ายืนถือตระกร้าผ้าจะไปซัก ฉันก็คิดว่า “มันควรต้องคุยกันแล้วนะ เพราะเราตกลงกันไว้ชัดเจน”

ฉันเลยเตือนเขาแรงขึ้น ดุขึ้น แสดงความไม่พอใจออกไป

แต่ถ้าให้ย้อนกลับไปตอนนั้น ฉันน่าจะเลือกปล่อยผ่านก่อน แล้วค่อยคุยกันตอนที่ทุกอย่างนิ่งกว่านี้

แต่ฉันก็เลือกวิธีนั้นไปแล้ว เตือนสติด้วยการใช้อารมณ์โต้ตอบ

ฉันไม่ได้รู้สึกแย่ที่ดุเขา ไม่ได้เสียใจอะไรมากนัก

สิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกหนักใจจริง ๆ คือ “ตัวตนของป้าเอง”

ฉันไม่อยากกลายเป็นอีกคนที่ทำให้เขารู้สึกว่า ไม่ว่าเขาทำอะไร ก็ผิดไปหมด เพราะคนทั่วไปแทบไม่ทนกับสิ่งที่เขาเป็นอยู่แล้ว

ด้วยอาการที่เขามี—ความคิดลบ สุขภาพกายที่ตกต่ำ สุขภาพใจที่ติดลบ—ทุกอย่างรอบตัวเขาดูหดหู่จนเกินเยียวยาในสายตาใครหลายคน

แต่เขายังโชคดีที่มีเงิน มีคนคอยดูแล และประเทศไทยของเราก็มีสิทธิ์บัตรทองคุ้มครอง เพราะถ้าต้องรักษาเองจริง ๆ ค่าใช้จ่ายไม่ใช่น้อยๆเลย ถึงแม้ว่าลูกเขยจะมีฐานะดี แต่เพราะค่ารักษาจิปาถะนั้นมีรายการเยอะเกินไป ตอนที่ลูกสาวเขาบอกฉันเมื่อ 4 เดือนก่อนว่าตัวเองไม่ได้ทำงานเพราะต้องดูแลลูก และอยากให้ลดค่าใช้จ่ายการรักษาของป้าลง ฉันถึงตัดสินใจย้ายเข้าระบบรัฐแทนเอกชน เพื่อลดค่าใช้จ่าย

แต่จะขอเพิ่มในส่วนของค่าดูแลขึ้นมา เพราะตอนนั้นแม่เองก็ถึงขีดจำกัดแล้ว ถึงขั้นหาที่ให้ป้าไปอยู่บ้านพักคนชรา แม่ให้เหตุผลไปว่าเพราะ “น้าดูแลต่อให้ไม่ไหวแล้ว” แต่ดันมีเหตุการณ์ที่ฉันป่วยหลังกลับจากวัดก่อน ทำให้ทุกอย่างหยุดไว้ก่อน

ตอนนั้นมันเหลือแค่ขั้นตอนการส่งตัวไป

ฉันเลยขึ้นเงิน เพื่อแก้ปัญหาในส่วนนี้ และมาเป็นผู้ดูแลหลักเอง

ฉันถือว่ายังเป็นโชคดีของป้าที่ฉันนั้นได้รับประสบการณ์แบบเหมือนคนบ้าซะก่อน เลยคิดว่าการให้ป้าไปอยู่ที่อื่นนั้นไม่ใช่การแก้ปัญหาในระยะยาวแน่ๆ และอาจจะมีผลกระทบหลายอย่างทั้งต่อตัวป้าเองและคนที่อยู่แวดล้อม

หลังกลับจากมาจากสิงห์บุรี สิ่งที่พระอาจารย์แนะนำฉันเป็นอย่างแรกคือ ให้ฉันไปขอขมาทุกคนในบ้าน แต่ยกเว้นป้า(พี่สาวของแม่คนนี้) ที่ฉันไม่ได้ขอขมาเธอ ทั้งที่ลึก ๆ ฉันก็อยากทำ และยังอยากทำอยู่จนถึงตอนนี้ มันเป็นหนึ่งในสิ่งที่ฉันตั้งใจว่าจะต้องทำให้ได้ก่อนที่เขาจะไปอเมริกา

สิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกไม่ดีจริง ๆ ไม่ใช่เรื่องที่ฉันทำพลาด

เพราะอยู่ด้วยกันทุกวัน มันต้องมีวันที่ดีและไม่ดีเป็นธรรมดา

แต่การมีเขาอยู่ ทำให้ฉันต้องทบทวนตลอดว่า “ฉันควรดูแลเขาด้วยวิธีไหนกันแน่” และ ฉันเองควรจะดูแลตัวเองยังไงไม่ให้ถูกอะไรบางอย่างดึงฉันให้ดิ่งลงไปในหลุมนั่น

ป้ามีอาการประสาทหลอน จะคิดว่ามีคนจะมาฆ่า มีคนจะมาทำร้าย อยู่ตลอดเวลา

ก่อนหน้านั้นก็บอกว่ามีคนทำของใส่

ยังรวมกับอาการหลงลืมที่เริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆอีก

พอเขียนมาถึงตรงนี้ ฉันรู้สึกถึงหัวใจที่หนัก-เริ่มคลายตัว

เหมือนสิ่งที่หนักอยู่ในอกค่อย ๆ คลายออกมา

อาจเพราะฉันได้ปล่อยความคิดที่วนไปวนมาออกมาทีละคำ

มันแสดงให้เห็นว่าการเขียนและการสะท้อนความคิดมีค่าในการเยียวยาของตัวฉันเอง

ฉันยอมรับได้ว่า-ฉันเองก็พลาดได้ และอาจจะพลาดได้อีกในวันถัดไป

และเราสองคนก็ยังต้องเรียนรู้กัน โดยเฉพาะฉันที่ต้องไม่ไปโฟกัสที่ตัวเธอหรือการกระทำต่างๆ อาการต่างๆของเธอ จนฉันอาจจะโทษ แล้วไม่ได้มีอะไรที่จะดีขึ้นเลยนอกจากการโทษว่าความผิดเดียวนั่นก็คือเธอ “ที่เธอเป็นแบบนี้”

“วันนี้ฉันจึงกำลังค่อย ๆ ให้อภัยตัวเองในส่วนที่เกินไปบ้าง”

ฉันรู้ว่าตลอดที่ผ่านมา ฉันทำเต็มที่ที่สุดเท่าที่ฉันทำได้แล้ว และควรขอบคุณตัวเองที่ยังไหว

ก่อนเริ่มดูแลเขาอย่างจริงจัง ฉันตัดทุก “สาเหตุ” ทิ้งไป เพื่อไม่ให้ตัวเองฟุ้งซ่าน

เพราะถ้ามัวแต่หาสาเหตุของอาการทางใจแบบนี้ ฉันคงเป็นบ้าไปก่อน

ลึก ๆ ฉันเชื่อว่า มันคือปรากฏการณ์ของจิตที่เขาต้องเผชิญในชาตินี้

เหมือนเมล็ดพันธุ์จำนวนมากที่ถูกปลูกไว้จากอดีต และผลิบานออกมาในรูปแบบที่ไม่มีใครคาดเดาได้

ประสบการณ์ที่ฉันเคยผ่านมาก่อนหน้านี้ทำให้ฉันไม่ตัดสินเขาเลย เพราะถ้าเขามีโอกาสฝึกทางธรรมจริง ๆ อาการแบบนี้ก็แก้ได้ และอาจจะง่ายมากเหมือนแค่พลิกฝ่ามือ ส่วนฉันรอดมาได้เพราะได้ครูบาอาจารย์คอยชี้นำ

ไม่อย่างนั้นฉันอาจจะกลายเป็นบ้าไปแล้วก็ได้ ตอนนั้นฉันก็เหมือนคนที่อยู่ตรงกลาง และรู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันน่ากลัวมากจริงๆ

ปัจจุบันฉันทำงานกับใจตัวเองแบบวันต่อวัน ทำความสะอาดมันทุกวัน เพื่อไม่ให้อารมณ์หนัก ๆ พอกทับจนระเบิดออกมา

และมันช่วยให้ฉันอยู่กับสถานการณ์ทั้งหมดนี้ได้อย่างราบรื่นขึ้น

เรื่องนี้สอนอะไรฉันบ้างนะ?

ฉันคิดว่า แม้มันจะเหนื่อย ลำบาก หรือหนักกว่านี้ ฉันก็คงยังเดินต่อ

เพราะมันคือบททดสอบที่ท้าทายที่สุดบทหนึ่งในชีวิต

ถ้าฉันมองป้าเป็น “ครูของใจ” ที่ไม่ใช่ “ภาระ”

เขาก็เป็นยอดภูเขาน้ำแข็งบททดสอบสุดหินที่ฉันอยากทั้งผ่านให้ได้ และอยากเข้าใจไปพร้อมกัน

เพราะฉันรู้ว่า—คงไม่มีใครเข้าใจเขาได้เท่าฉันอีกแล้ว

จากทุกประสบการณ์ที่ฉันเคยเผชิญมาในอดีต

🐞

ช่วงนี้ฉันทำงานที่ร้านไปด้วยและดูแลป้าไปด้วย แต่มีสิ่งหนึ่งที่กังวลมาตลอดคือ จิ๊กซอร์ ชิ้นนี้ค่ะ ฉันอาจจะหายไปบ้าง แอบเข้ามุมในมุมที่ไม่ต้องคิดอะไรเลยมากขึ้นเรื่อยๆ (มากๆ) บ้าง แอบไปอ่านกองหนังสือที่อยากอ่านเต็มไปหมดบ้าง แต่เมื่อวันนี้ได้แวะเข้ามาก็รู้สึกไม่หายอิ่มยังไงบอกไม่ถูกค่ะ แต่เอาเป็นว่า ค่อยๆ เรียนรู้ตัวฉันกับสิ่งนี้ไประหว่างทางที่อาจจะมีกังวลบ้างที่แทบไม่ได้อัพเดตเลย แต่ฉันจะอยู่กับความคิดนี้ให้ได้ค่ะ และจะใช้โหมดออฟไลน์ของตัวเองทำสิ่งที่ต้องทำและอยากทำให้เต็มที่ไปเลย🔛

📝อย่าลืมบันทึกเรื่องราวของวันนี้ไว้นะคะเพราะชีวิตในทุกวันมีความหมายเสมอ

สิ่งสำคัญที่สุดคือการขอบคุณตัวเองอยู่เสมอ และขอบคุณคุณนะคะที่ยังอยู่ด้วยกันในมุมเล็กๆตรงนี้ ขอบคุณที่คอยรับฟังค่ะ

ฝันดีนะคะ ❤️

2025/12/11 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมการดูแลผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตเวชอย่างอาการหลงลืมและประสาทหลอนเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและท้าทายอย่างมากสำหรับผู้ดูแล เพราะนอกจากความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบทางจิตใจแล้ว ยังต้องบริหารจัดการเวลาชีวิตและอารมณ์ตนเองให้สมดุลด้วย จากประสบการณ์ที่ผู้ดูแลได้เล่าไว้ ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่าการตั้งขอบเขตในชีวิตประจำวัน เช่น การกำหนดเวลาที่ผู้ป่วยสามารถลงมาจากห้อง การล็อกประตูเพื่อความปลอดภัยในยามหลับ เป็นสิ่งจำเป็น แต่นั่นก็ยังมีอุปสรรคที่ต้องแก้ไขด้วยความอดทนและความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง โรคทางจิตและภาวะเศร้าส่งผลให้เกิดอาการคิดลบ และความหวาดระแวง เช่น คิดว่ามีคนจะมาทำร้ายหรือทำของใส่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ย่อมแปรเปลี่ยนวิธีการตอบสนองของผู้ป่วยและผู้ดูแลไปจากเดิม ผู้ดูแลจึงควรศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับอาการทางจิตและสามารถสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงอาการได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมวิธีการรับมืออย่างเหมาะสม ผู้ดูแลจึงต้องไม่ลืมที่จะดูแลตัวเองไปพร้อมกัน เพราะการปล่อยให้อารมณ์เก็บกดหรือความเครียดสะสมจะส่งผลเสียต่อสุขภาพจิต จึงควรมีวิธีผ่อนคลายจิตใจ อาจใช้การเขียนบันทึกสะท้อนความคิดอย่างที่ผู้เขียนทำ เพื่อช่วยปลดปล่อยความรู้สึก และเตือนใจให้รู้ว่าความผิดพลาดเป็นธรรมดาในความสัมพันธ์นี้ การยอมรับและให้อภัยตัวเอง มีความสำคัญเท่ากับการให้อภัยคนรอบข้าง เพราะการดูแลผู้ป่วยที่เป็นครูในบททดสอบชีวิตนั้น ต้องใช้ความอดทนและความรักอย่างไม่สิ้นสุด เหมือนการขึ้นภูเขาน้ำแข็งที่มีดวงดาวนำทาง แม้จะเหนื่อยแต่แสงแห่งความหวังยังคงส่องแสงไขว่คว้า นอกจากนี้ การย้ายผู้ป่วยเข้าสู่ระบบสาธารณสุขของรัฐช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและยังได้รับการคุ้มครองภายใต้สิทธิ์บัตรทอง ซึ่งช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัวได้มาก แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องวางแผนและจัดสรรงบประมาณสำหรับค่าดูแลเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีควบคู่กันไป สุดท้ายแล้ว การดูแลผู้ป่วยจิตเวชต้องทำด้วยใจที่เปิดกว้าง และมองเขาเป็นครูที่จะสอนบทเรียนชีวิตให้เรา เพื่อให้เราเติบโตทั้งทางจิตใจและอารมณ์อย่างแท้จริง