โลกนี้เต็มไปด้วยสมมติ ได้เสีย แพ้ชนะ รวยจน ดีชั่ว ใหญ่เล็ก เร็วช้า. สิ่งเหล่านี้จำเป็นต่อการใช้ชีวิตร่วมกันในสังคม เป็นภาษา เป็นข้อตกลง เพื่อให้เราสื่อสารและทำงานกันได้.
เราบอกให้ทำงานเร็วขึ้น เพราะมีงานเร่ง
เราบอกให้ทำให้สะอาดขึ้น เพราะ มันสกปรก
เราบอกว่าอันนี้เล็กไป ใหญ่ไป ดีไป หรือแย่ไป
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงสมมติที่โลกใช้เรียกขานกัน.
แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ สมมติ
ปัญหาอยู่ตรงที่ อารมณ์ เข้าไปยึดติดสมมตินั้นไว้
เมื่ออยากให้งานเสร็จเร็ว พองานช้า ก็ หงุดหงิด
เมื่ออยากให้ถูกใจ พอไม่เป็นดังใจ ก็ โกรธ
เมื่ออยากให้คนอื่น เข้าใจเรา พอ เขา ทำไม่ได้ ก็ เกิดคำตัดสินว่า โง่ หรือ ไม่ได้เรื่อง
ตรงนี้เองที่ โลภะและโทสะเริ่มทำงาน
อยากได้ดังใจ นั่นคือ โลภะ
ไม่ได้ดังใจ นั่นคือ โทสะ
แต่ลึกลงไปกว่านั้น ยังมีสิ่งหนึ่งที่ซ่อนอยู่เงียบ ๆ จนแทบมองไม่เห็น นั่นคือ โมหะ หรือความหลง.
เพราะทันทีที่สติ ไม่ทันเห็นใจตัวเองว่า กำลังหลง
โลภะและโทสะ ก็ ทำงานทันทีโดยอัตโนมัติ.
เราจึงมักคิดว่าเราโกรธเพราะ คนอื่น
ทุกข์ เพราะเหตุการณ์
แต่แท้จริงแล้ว เราทุกข์เพราะ ไม่เห็นใจตัวเองในขณะนั้น.
การเจริญสติ จึงไม่ใช่การหนีโลก
ไม ่ใช่การปฏิเสธสมมติ
แต่คือ การกลับมาอยู่กับกาย อยู่กับปัจจุบัน จนเห็นการทำงานของใจอย่างตรงไปตรงมา.
เมื่อ สติ ตื่นขึ้น
เราจะเริ่มเห็นว่า ความคิดทั้งหลาย เป็นเพียง สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วดับไป
ความอยาก ความโกรธ ความหลง ก็เป็นเพียง อาการหนึ่งของธรรมชาติ.
ภาวะที่รู้ตัวอยู่กับปัจจุบันอย่างแท้จริงนั้น
ไม่มีภาษา ไม่มีชื่อเรียก ไม่มีการเปรียบเทียบ
ในทางธรรมเรียกว่า ปรมัตถ์.
และเมื่อเราเห็นสมมติจาก ความตื่นรู้
เรา จะยังใช้ชีวิตอยู่ในโลกเหมือนเดิม
ทำงานเหมือนเดิม
พูดคุยเหมือนเดิม
แต่ใจ จะค่อย ๆ เบาลง.
ไม่ได้หมายความว่า จะไม่ทุกข์อีกเลย แต่จะทุกข์ น้อยลง เพราะเริ่มเห็นความจริงของใจตนเอง ตามกำลังของสติ.
สาธุในธรรม สำหรับวันนี้ . 🙏





























