ก่อนจะหวังให้จิตใจ เปลี่ยนแปลง เรา มักเฝ้ามองหาช่วงเวลาที่เหมาะสม รอให้มีเวลาว่าง รอให้ได้เข้าวัด หรือนั่งสมาธิอย่างเป็นกิจจะลักษณะ แต่แท้จริงแล้ว การเจริญสติไม่ได้จำกัดอยู่ในสถานที่ หรืออิริยาบถใดเลย หากเป็นการปลุกความรู้สึกตัว ให้เกิดขึ้น ท่ามกลางชีวิตธรรมดา ในทุกขณะ ไม่ว่าจะนั่ง นอน เดินทาง ทำงาน ซักผ้า ล้างจาน เขียนหนังสือ หรือแม้แต่เพียง ขยับนิ้วมือเบา ๆ หากมีความรู้สึกตัวอยู่กับ การกระทำนั้น การภาวนา ก็ได้เริ่มต้นแล้ว.
สิ่งสำคัญไม่ใช่ว่าจะทำมากเพียงใดในครั้งเดียว แต่คือ การทำซ้ำแล้ว ซ้ำเล่าอย่างสม่ำเสมอ ความรู้สึกตัว จะค่อย ๆ สั่งสมทีละเล็กทีละน้อย เหมือนเม็ดฝนที่ตกลงมา ไม่ขาดสาย แม้แต่ละหยด จะเล็กน้อย แต่เมื่อโอ่งรองรับได้ดี ในที่สุดน้ำ ก็ เต็ม ฉันใด จิตที่หมั่นรู้สึกตัวอยู่เสมอ ก็ ย่อมค่อย ๆ เต็มไปด้วยสติและความตื่นรู้ ฉันนั้น.
การเจริญสติ จึงไม่ใช่การเร่งรัดผลลัพธ์ แต่เป็นการสะสมเหตุแห่งปัญญา ทุกครั้งที่ยกมือ ทุกครั้งที่ก้าวเท้า หรือแม้แต่ก่อนหลับและเมื่อลืมตาตื่น หากเรากลับมารู้สึกตัวอีกครั้ง เมล็ดพันธุ์แห่งความตื่นรู้ ก็ได้รับการหล่อเลี้ยงอีกครั้ง โดยไม่จำเป็นต้องกังวลว่า ระหว่างทาง จะเผลอหลงลืมไปบ้าง เพราะเมื่อรู้ตัวเมื่อใด ก็ เริ่มต้นใหม่ได้เมื่อนั้น.
ความรู้สึกตัวที่ทำบ่อย ๆ เช่นนี้เอง จะค่อย ๆ เปลี่ยนจาก การฝึกในบางเวลา กลายเป็น ธรรมชาติของชีวิต และเมื่อสติมีกำลังมากพอ ปัญญา ก็จะค่อย ๆ งอกงามขึ้นจากการเห็นความจริงของกายและใจตามที่เป็น นี่คือ หนทางแห่งการภาวนาที่เรียบง่าย แต่ลุ่มลึก และเป็นสิ่งที่ทุกๆคน สามารถทำได้ในทุกลมหายใจของชีวิต.
> ทำบ่อย ๆ ทำสม่ำเสมอ แล้วความรู้สึกตัว จะค่อย ๆ เต็มหัวใจ เหมือนโอ่ง ที่เต็มด้วยหยาด ฝน ทีละหยด.



















