วันที่ 12 ก.พ. 2569 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พร้อมนายปิฎก สุขสวัสดิ์ เข้าเยี่ยมนายทักษิณ ชินวัตร ที่เรือนจำกลางคลองเปรม เป็นครั้งที่ 40 หลังถูกคุมขังครบ 5 เดือน
แพทองธารเผยว่า ได้พูดคุยเรื่องผลการเลือกตั้งและสถานการณ์บ้านเมืองทั่วไป แต่ยังไม่ได้หารือทิศทางพรรคการเมือง พร้อมระบุว่าสุขภาพของนายทักษิณ “โอเคดี” โดยหลังคุยกันเสร็จ นายทักษิณได้ร้องเพลง “Let It Be” ให้ฟัง
ด้านนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ ระบุว่า ได ้ปรึกษาเรื่องคดีความ และเตรียมดำเนินการกับผู้ปล่อยข่าวเท็จใส่ร้ายเกี่ยวกับ “ทุนเทา” ช่วงก่อนเลือกตั้ง ซึ่งทำให้อดีตนายกฯ ได้รับความเสียหาย ส่วนเรื่องขอพระราชทานอภัยโทษหรือพักโทษ ยังไม่มีความคืบหน้า และทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย
ทั้งนี้ เพลง “Let It Be” ที่นายทักษิณร้อง เคยมีเวอร์ชันแปลบางท่อนเป็นภาษาไทย โดยเปลี่ยนคำว่า “Let it be” เป็น “ช่างแม่มัน” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของอดีตนายกรัฐมนตรี #ข่าวtiktok #ทักษิณ #นายก #แพทองธารชินวัตร #เลือกตั้ง
การเข้าเยี่ยมนายทักษิณชินวัตรโดยแพทองธารชินวัตรครั้งที่ 40 นี้ นับว่าเป็นโอกาสสำคัญในการติดตามสถานการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้น ภายหลังอดีตนายกรัฐมนตรีถูกคุมขังครบ 5 เดือน การพูดคุยเกี่ยวกับผลการเลือกตั้งและสถานการณ์บ้านเมืองสะท้อนถึงความกังวลและความหวังของครอบครัวในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือการที่นายทักษิณได้ร้องเพลง "Let It Be" ซึ่งมีเวอร์ชันแปลเป็นภาษาไทยในบางท่อนว่า "ช่างแม่มัน" เพลงนี้ไม่เพียงแต่เป็นบทเพลงรักสันติที่โด่งดังระดับโลก แต่ยังสะท้อนถึงมุมมองที่ผ่อนคลายและการปล่อยวางต่อสถานการณ์ที่เผชิญ ความหมายของเพลงทำให้หลายคนประทับใจและเชื่อมโยงกับชีวิตของอดีตนายกฯ ในช่วงเวลานี้ ในระดับคดีความ การที่ทนายความเตรียมดำเนินการกับผู้ปล่อยข่าวเท็จเกี่ยวกับ “ทุนเทา” นับเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อปกป้องชื่อเสียงและความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย นอกจากนี้ ความเคลื่อนไหวเรื่องพระราชทานอภัยโทษหรือพักโทษยังคงเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด จากประสบการณ์ส่วนตัว การได้เห็นครอบครัวและผู้สนับสนุนมีโอกาสเข้าเยี่ยมและพูดคุยกับผู้ถูกคุมขังนั้น ช่วยย้ำเตือนถึงบทบาทของความรัก ความหวัง และการสนับสนุนที่ไม่เคยจางหายไป แม้ในเวลาที่เต็มไปด้วยความยากลำบาก ท้ายที่สุด เรื่องราวนี้ส่งเสริมให้เราได้คิดถึงความสำคัญของกระบวนการยุติธรรมในสังคม การมีข้อมูลที่ถูกต้องและความเข้าใจอย่างลึกซึ้งจะช่วยให้ทุกคนสามารถมองเห็นภาพรวมของสถานการณ์ได้ชัดเจน และร่วมกันสร้างสังคมที่มีความเป็นธรรมและเคารพสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง




