The Brand Framework Series: Brand Activism Model 6 มิติของการแสดงจุดยืนที่เปลี่ยนธุรกิจจริง
Brand Activism Model คือ Framework ของ Philip Kotler และ Christian Sarkar ที่จัดโครงสร้างการตัดสินใจเรื่องการแสดงจุดยืนของแบรนด์ผ่าน 6 มิติของการเคลื่อนไหว (Social, Legal, Business/Workplace, Economic, Political, Environmental) และ 2 ทิศทาง (Progressive หรือ Regressive) โดยเน้นว่าการกระทำต้องนำการสื่อสาร ไม่ใช่ตรงข้าม Framework นี้มีประโยชน์เมื่อธุรกิจถูกกดดันให้ต้องแสดงจุดยืนต่อประเด็นสาธารณะ
เส้นแบ่งระหว่างการตลาดกับจุดยืน ทางสังคมของธุรกิจบางลงเรื่อย ๆ ลูกค้ารุ่นใหม่คาดหวังว่าธุรกิจที่ตนใช้เงินสนับสนุนจะแสดงความเห็นต่อประเด็นสาธารณะ แต่การเลือกพูดประเด็นผิด จังหวะผิด หรือพูดโดยที่ภายในองค์กรทำสวนทาง ก็สร้างวิกฤตได้เร็วกว่าวิกฤตจากตัวสินค้าเสียอีก
Brand Activism Model คืออะไร และมาจากไหน
Brand Activism Model ถูกพัฒนาขึ้นโดย Philip Kotler บิดาแห่งการตลาดสมัยใหม่ และ Christian Sarkar ที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ ผ่านหนังสือ Brand Activism: From Purpose to Action ตีพิมพ์ในปี 2021 (เวอร์ชันแรกในปี 2018) Kotler ผู้เขียน Marketing Management ซึ่งเป็นตำราหลักของวิชาการตลาดทั่วโลก ตัดสินใจร่วมกับ Sarkar เสนอกรอบนี้เพราะเห็นว่า CSR แบบเดิมไม่สามารถตอบโจทย์ของผู้บริโภคและพนักงานในยุคใหม่ที่ต้องการความสอดคล้องระหว่างคำพูดและการกระทำของแบรนด์
สิ่งที่ทำให้ Framework นี้แตกต่างจาก CSR แบบเดิมอย่างชัดเจนคือน้ำหนักของการกระทำเมื่อเทียบกับการสื่อสาร CSR เริ่มจากการกำหนดงบประมาณและหาโครงการใส่ในงบนั้น ในขณะที่ Brand Activism เริ่มจากการกำหนดจุดยืนและให้จุดยืนนั้นเป็นตัวกำหนดว่าธุรกิจจะทำอะไรและไม่ทำอะไร การแสดงออกภายนอกต้องสอดคล้องกับการตัดสินใจภายในตั้งแต่ห่วงโซ่อุปทาน ค่าตอบแทน การจัดซื้อ ไปจนถึงการเลือกพันธมิตร
หลักการสำคัญและขั้นตอน
Framework มองการเคลื่อนไหวของแบรนด์เป็น 2 แกน แกนแรกคือขอบเขตของประเด็นที่แบ่งเป็น 6 มิติ
Social Activism ครอบคลุมความเท่าเทียมทางเพศ เชื้อชาติ การศึกษา และสาธารณสุข เป็นมิติที่ผู้บริโภครับรู้ได้ง่ายที่สุดและถูกใช้ผิวเผินมากที่สุดเพราะเข้าสู่การสื่อสารได้ง่าย
Legal Activism เกี่ยวข้องกับกฎหมายและนโยบายที่กระทบธุรกิจ เช่น กฎหมายแรงงานหรือภาษี แบรนด์เคลื่อนไหวผ่านการแถลงการณ์ การร่วมลงนาม หรือการให้ทุนกับองค์กรที่ผลักดันการเปลี่ยนแปลง
Business หรือ Workplace Activism ว่าด้วยโครงสร้างภายในองค์กร ค่าตอบแทนผู้บริหาร ความสัมพันธ์กับสหภาพ และการจัดการห่วงโซ่อุปทาน วัดความจริงใจของแบรนด์ได้ชัดที่สุดเพราะอยู่ภายใต้การควบคุมโดยตรง
Economic Activism ว่าด้วยนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำและการกระจายความมั่งคั่ง
Political Activism เกี่ยวกับการล็อบบี้ สิทธิเลือกตั้ง และการเงินในการเมือง ผู้บริหารระมัดระวังที่สุดเพราะสร้างแรงต้านได้ชัดเจน
Environmental Activism ว่าด้วยการอนุรักษ์ มลพิษ การใช้ที่ดิน และนโยบายสิ่งแวดล้อม มีมาตรวัดเชิงปริมาณที่ชัดเจนที่สุด
แกนที่ 2 คือทิศทาง Progressive Activism หมายถึงการใช้ทรัพยากรของแบรนด์ผลักดันสังคมไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ในขณะที่ Regressive Activism คือการใช้ทรัพยากรเดียวกันขวางการเปลี่ยนแปลง การอยู่ในโหมด Regressive ไม่จำเป็นต้องเป็นทางเลือกที่รู้ตัว ธุรกิจจำนวนมากกลายเป็น Regressive ผ่านการล็อบบี้ที่ขัดผลประโยชน์สาธารณะโดยที่ฝ่ายสื่อสารอาจไม่รู้ด้วยซ้ำ
ตัวอย่างในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม
แบรนด์ที่สร้างมิติ Social หรือ Environmental เป็นแกนหลักตั้งแต่วันแรกและฝังเรื่องความยุติธรรมทางสังคมหรือความยั่งยืนไว้ในสูตร ห่วงโซ่วัตถุดิบ และโครงสร้างองค์กร สามารถออกแถลงการณ์ที่แข็งแรงต่อประเด็นอ่อนไหวได้โดยไม่ถูกตั้งคำถามเรื่องความจริงใจ ในทางกลับกัน แบรนด์เครื่องดื่มขนาดใหญ่ที่พยายามใช้ภาพการประท้วงในโฆษณาเพื่อเข้าถึงกลุ่ม Millennials โดยไม่มีประวัติการทำงานในประเด็นสังคม มักเจอแรงต้านรุนแรงถึงขั้นต้องถอดโฆษณา






