Ma Hunt will heal everything.
ถ้าพูดถึง “เมนูหม้อไฟ” ที่กินแล้วรู้สึกเหมือนได้เยียวยา สำหรับฉันต้องยกให้หม้อไฟหม่าล่าเลย กลิ่นเครื่องเทศหอมๆ กับความเผ็ดชาที่ค่อยๆ มา ทำให้มื้อธรรมดากลายเป็นมื้อที่ตั้งใจดูแลตัวเองแบบง่ายมาก และไม่ต้องมีของเยอะก็อร่อยได้ ไอเดียจัด “ชุดเมนูหม้อไฟหม่าล่า” แบบที่ฉันทำบ่อยๆ 1) ฐานซุป: ถ้าอยากง่ายสุดใช้ซุปหม่าล่าสำเร็จรูปหรือพริกหม่าล่าก้อน แล้วเติมน้ำ/ซุปกระดูกเล็กน้อยให้กลมกล่อม ใครกินเผ็ดไม่เก่งให้เริ่มจากอ่อนก่อน ค่อยเพิ่มพริกหม่าล่า เพราะความชา (ซ่า) จะมาทีหลัง 2) โปรตีนที่ลงหม้อแล้วฟิน - สไลซ์หมู/เนื้อ: เลือกแบบบางจะสุกไว กินคู่ซุปเผ็ดชาคือดี - ไก่/ลูกชิ้น/เต้าหู้ปลา: เหมาะมากเวลาทำหม้อไฟแบบประหยัด - กุ้ง/ปลาหมึก: เพิ่มความหวานให้หม้อไฟ ตัดรสเผ็ดได้ดี 3) ผักที่เข้ากับหม้อไฟหม่าล่า ฉันชอบใส่ผักที่ดูดซุปเก่งๆ เช่น ผักกาดขาว เห็ดเข็มทอง เห็ดออรินจิ ข้าวโพดอ่อน และวุ้นเส้น/เส้นมันเทศ (ถ้ามี) จะทำให้ซุปข้นนิดๆ กินเพลินมาก 4) เมนูเส้น/คาร์บที่ช่วยให้อิ่มและบาลานซ์รส - บะหมี่/มาม่า: สายง่ายๆ ต้องมี - วุ้นเส้น: ซับน้ำซุปดีมาก - เส้นมันเทศ: หนึบๆ เข้ากับหม่าล่าสุดๆ ทริคเล็กๆ ให้หม้อไฟอร่อยแบบไม่เลี่ยน - แยกลงของ: เริ่มจากผักแข็ง เห็ด และของที่ต้องต้มก่อน ค่อยตามด้วยเนื้อสไลซ์และซีฟู้ดเพื่อไม่ให้แข็ง - คุมความเผ็ดชา: ถ้าเผ็ดไป เติมน้ำซุปเพิ่ม หรือใส่นม/นมถั่วเหลืองนิดเดียวจะนัวขึ้น (ฉันทำเวลาพลาดเผ็ดเกิน) ซอสจิ้มที่ทำให้เมนูหม้อไฟครบเครื่อง (ทำเองง่าย) - ซอสถั่ว/งา + กระเทียมสับ + ต้นหอม + น้ำส้ม/มะนาวนิดๆ - หรือสายแซ่บ: ซีอิ๊ว + น้ำส้ม + พริก + กระเทียม สุดท้าย ถ้าจะให้หม้อไฟหม่าล่ากินสนุกแบบไม่วุ่นวาย ฉันมักเตรียมวัตถุดิบเป็น “ถาดเดียว” หยิบลงหม้อทีละอย่าง ระหว่างกินก็รู้สึกเหมือนได้พักใจไปด้วย เหมือนคำว่า “กินหมาล่า” แล้วมันฮีลจริงๆ












































































































