แสนสิริเปิดเกม “GREEN UP 2026” เปลี่ยน Thailand Taxonomy
[SPOT] แสนสิริเปิดเกม “GREEN UP 2026” เปลี่ยน Thailand Taxonomy จากเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม สู่กลยุทธ์นวัตกรรม แหล่งทุน และอนาคตของการอยู่อาศัย ด้วยความร่วมมือกับคู่ค้ากว่า 4,000 ราย ร่วมพัฒนาให้เป็นระบบความยั่งยืนที่วัดผลและตรวจสอบได้
ความร่วมมือในครั้งนี้ ไม่เพียงลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ต่อยอดไปสู่การเข้าถึง Green Loan มูลค่า 4,000 ล้านบาท และการพัฒนาโครงการที่ช่วยประหยัดพลั งงานให้แก่ผู้อยู่อาศัยได้ประมาณ 25–35% โดยมี 4,000 คู่ค้า ร่วมเป็นพลังร่วมเปลี่ยนผ่าน
ดังนั้น “ความยั่งยืน” คือนโยบายที่ต้องไปสู่กระบวนการทำงานที่วัดผลได้ เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ และสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจได้
ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของ “GREEN UP 2026: Towards a Regenerative Future” เวทีที่แสนสิริชวนภาคอสังหาริมทรัพย์ ตลาดทุน สถาบันการเงิน พลังงาน วัสดุก่อสร้าง และเครือข่ายพันธมิตร มาร่วมมองอนาคตของธุรกิจไทยผ่านกรอบ Thailand Taxonomy ระยะที่ 2
🌱 จาก Sustainable สู่ Regenerative โดย คุณอุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) มองว่า ความยั่งยืนในวันนี้ไม่ควรถูกมองเป็นภาระหรือต้นทุนเพิ่มเติม แต่ควรถูกมองเป็นโอกาสในการยกระดับวิธีคิด วิธีดำเนินธุรกิจ และขีดความสามารถในการแข่งขัน
ตลอดช่วงที่ผ่านมา แสนสิริได้นำแนวคิด Sansiri Sustainable Design เข้าไปอยู่ในกระบวนการพัฒนาโครงการ ผ่านกลยุทธ์ 3 Green Framework ได้แก่ Green Procurement, Green Construction และ Green Architecture & Design ทั้ง 3 ด้าน เชื่อมโยงตั้งแต่การเลือกวัสดุ การออกแบบ การก่อสร้าง การส่งมอบ ไปจนถึงประสบการณ์ของผู้อยู่อาศัย โดยทำงานร่วมกับคู่ค้ากว่า 4,000 รายตลอดซัพพลายเชน
และเมื่อ Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 ขยายขอบเขตมาครอบคลุมภาคอาคารและอสังหาริมทรัพย์ มาตรฐานใหม่นี้ เป็นทั้ง “ตัวเร่ง” และ “กรอบรับรอง” ให้แนวทางที่ดำเนินการอยู่แล้วสามารถวัดผล ตรวจสอบ และเปรียบเทียบได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น
แสนสิริ ได้นำค่า Emission Intensity หรือความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อตารางเมตร มาใช้เป็นดัชนีวัดความสำเร็จของโครงการให้สอดคล้องกับเส้นทางลดคาร์บอนของประเทศ พร้อมได้รับการรับรองจาก Bureau Veritas
ท ำให้ข้อมูลชัดเจนและตรวจสอบได้ ธุรกิจก็สามารถกำหนดเป้าหมาย มองเห็นจุดที่ต้องปรับปรุง และอธิบายผลลัพธ์ต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้อย่างน่าเชื่อถือ ผลลัพธ์ด้านการเงินที่ต่อยอดมา คือ แสนสิริ คือ อสังหาริมทรัพย์รายแรก ที่ผ่านเกณฑ์สินเชื่อเพื่อสิ่งแวดล้อม ใน 6 โครงการคอนโดมิเนียม ภายใต้เกณฑ์ Thailand Taxonomy และ แสนสิริได้รับ Green Loan มูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท สำหรับ 3 โครงการคอนโดมิเนียมต้นแบบ มูลค่าโครงการรวม 11,500 ล้านบาท ได้แก่
▪️PTY Residence Sai 1 พัทยา
▪️ The Standard Residences Hua Hin
▪️ WIDEN by Sansiri นางลิ้นจี่
รวมถึง หุ้นกู้ GREEN BOND ครั้งแรกของอสังหาฯ เพื่อการอยู่อาศัย โครงการแรก กับคอนโดมิเนียมทำเล สารสิน
จากเดิมที่ความยั่งยืน อาจถูกมองเป็นต้นทุนเพิ่มเติม เริ่มเปลี่ยนสถานะเป็นปัจจัยที่ช่วยเปิดโอกาสให้ธุรกิจเข้าถึงแหล่งทุนใหม่ ลดความเสี่ยงระยะยาว แ ละสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ตลาด สร้างมาตรฐานอาคาร และประโยชน์ของผู้อยู่อาศัย
สำหรับผู้บริโภค โครงการที่ผ่านเกณฑ์ Taxonomy สามารถประหยัดพลังงานได้จริงประมาณ 25–35% ซึ่งการออกแบบที่เหมาะสม การเลือกวัสดุที่มีประสิทธิภาพ การลดความร้อนเข้าสู่อาคาร การบริหารพลังงาน และการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะกับการอยู่อาศัย ล้วนมีผลต่อค่าใช้จ่าย ความสะดวกสบาย และสุขภาวะของผู้อยู่อาศัย ดังนั้นบ้านที่ใช้พลังงานน้อยลงจึงไม่ได้หมายถึงการลดคาร์บอนเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงค่าใช้จ่ายที่ลดลง และความสามารถในการรับมือกับต้นทุนพลังงานที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคต ดังนั้น จุดเชื่อมระหว่างคู่ค้ากว่า 4,000 ราย Green Loan 4,000 ล้านบาท และการประหยัดพลังงาน 25–35% จึงอยู่ตรงนี้
ตลอดจนซัพพลายเชนที่ได้รับการยกระดับ ช่วยให้โครงการมีมาตรฐา นและข้อมูลที่ดีขึ้น เมื่อมาตรฐานและข้อมูลน่าเชื่อถือ ก็ช่วยเปิดโอกาสในการเข้าถึงเงินทุน ส่วนเงินทุนและนวัตกรรมที่เกิดขึ้น จะถูกนำกลับมาพัฒนาโครงการให้สร้างประโยชน์แก่ผู้อยู่อาศัย เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นทางของธุรกิจ ไปจนถึงคุณภาพชีวิตของลูกบ้าน
บ้านที่ดี ต้องพร้อมสำหรับอนาคต ดังนั้น การเดินหน้าของแสนสิริไม่ได้หยุดอยู่ที่การลดการปล่อยคาร์บอน หรือการผ่านเกณฑ์มาตรฐาน แต่ต้องขยับจากแนวคิด Sustainable ไปสู่ Regenerative เพราะ Sustainable มุ่งลดผลกระทบและรักษาทรัพยากรที่มีอยู่ ส่วน Regenerative ก้าวต่อไปอีกขั้น ด้วยการตั้งคำถามว่าธุรกิจจะสร้างคุณค่ากลับคืนให้ผู้คน ชุมชน และธรรมชาติได้อย่างไร
การเปลี่ยนมุมมองนี้ทำให้การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้มองเพียงตัวอาคาร แต่พิจารณาถึงระบบนิเวศที่โครงการเข้าไปเป็นส่ว นหนึ่ง ทั้งการใช้พื้นที่ การดูแลความหลากหลายทางชีวภาพ การจัดการน้ำ การลดความร้อน และการสร้างพื้นที่สีเขียว
ในช่วงปลายปี 2569 แสนสิริ เตรียมเดินหน้าโครงการไฮไลต์ ทั้ง Wellness Community และ Biodiversity Flagship ในโครงการแนวราบและแนวสูง พร้อมวางบทบาทเป็น Fast Mover & Connector เชื่อมโยงพันธมิตรภายใน Ecosystem ให้ร่วมกันพัฒนาที่อยู่อาศัยรูปแบบใหม่
ในอนาคต คุณค่าของอสังหาริมทรัพย์อาจไม่ได้วัดเพียงทำเล ฟังก์ชัน การออกแบบ หรือราคา แต่จะรวมถึงความสามารถในการรับมือกับสภาพภูมิอากาศ ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การบริหารทรัพยากร ความยืดหยุ่นของอาคาร และคุณภาพชีวิตที่โครงการสร้างให้ผู้คนได้ในระยะยาว
🌿 GREEN UP 2026 จึงไม่ได้พูดถึงความยั่งยืนในฐานะแนวคิดที่อยู่ห่างจากธุรกิจ แต่กำลังชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างส ิ่งแวดล้อม การเงิน เทคโนโลยี และคุณภาพชีวิต
▪️คู่ค้ากว่า 4,000 ราย แสดงถึงขนาดของการเปลี่ยนผ่านตลอดซัพพลายเชน
▪️Green Loan 4,000 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่ามาตรฐานและข้อมูลสามารถเปิดประตูสู่แหล่งทุนได้
▪️การประหยัดพลังงาน 25–35% แสดงให้เห็นว่าผลลัพธ์สุดท้ายสามารถกลับไปสร้างประโยชน์แก่ผู้อยู่อาศัยได้จริง
เมื่อเชื่อมเข้าด้วยกัน ความยั่งยืนจึงเป็นส่วนหนึ่งของวิธีสร้างผลิตภัณฑ์ วิธีบริหารความเสี่ยง วิธีเข้าถึงเงินทุน และวิธีส่งมอบคุณค่าให้แก่ผู้บริโภค
จากการทำตามกฎเกณฑ์ สู่การใช้มาตรฐานเป็นเครื่องมือสร้างนวัตกรรม จากการรายงานข้อมูล สู่การใช้ข้อมูลตัดสินใจ จากการลดต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม สู่การสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน และจากการลดผลกระทบ สู่การสร้างคุณค่ากลับคืน นี่คือก้าวต่อไปของแสนสิริ และอีก หนึ่งสัญญาณสำคัญของการเปลี่ยนผ่านในภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย เพราะบ้านที่ดีในอนาคต อาจไม่ได้ถูกตัดสินจากสิ่งที่มองเห็นเพียงภายนอก แต่รวมถึงประสิทธิภาพที่ซ่อนอยู่ในทุกกระบวนการ ตั้งแต่วัสดุที่เลือกใช้ พลังงานที่ประหยัดได้ ข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ไปจนถึงคุณค่าที่ส่งต่อให้ผู้คนและโลกในระยะยาว
.
#Sansiri #GreenUp2026 #TowardsARegenerativeFuture #ThailandTaxonomy #GreenFinancing #RegenerativeBusiness #SustainableLiving #NetZero #ESG #Biodiversity






























































