Automatically translated.View original post

🙏 Jan 22, 1943 Promulgated "Hello," National Greetings

🙏 Today, in the past, January 22, 1943, the government of Marshal Pibul War officially announced the use of the word "hello" as a Thai greeting when they met. On this occasion, Thai PBS On This Day took everyone to explore the origin, meaning and significance of the word "hello" in Thai, and to explore the equivalent of the word "world language"!

.

🔗 Continue reading: www.thaipbs.or.th/now/content/3576

.

🗝️ recounting the past, recording the present, daily knowledge with Thai PBS On This Day: www.thaipbs.or.th/OnThisDay

.

📷 Cover art: Noah Seelam, Miguel Medina / AFP and Arturo Holmes / Getty Images via AFP

.

# Hello # Language # History # Big day # tidbits

1/22 Edited to

... Read moreถ้าพูดถึงปี “2486” หลายคนอาจนึกถึงช่วงเวลาประวัติศาสตร์ที่สังคมไทยกำลังถูก “จัดระเบียบความเป็นชาติ” ให้ชัดเจนขึ้น ทั้งเรื่องภาษา การแต่งกาย มารยาทในที่สาธารณะ และหนึ่งในสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวันที่สุดก็คือ “คำทักทาย” นั่นเอง สำหรับฉัน คำว่า “สวัสดี” เป็นคำที่พูดจนเคยชินมาก ตั้งแต่เด็กๆ ก็ท่องได้ทันทีว่าเจอผู้ใหญ่ต้อง “สวัสดีค่ะ/ครับ” พร้อมยกมือไหว้ แต่พอไปอ่านที่มาจริงๆ ถึงได้รู้ว่ามันมี “วันประกาศใช้” แบบเป็นทางการด้วย คือวันที่ 22 มกราคม 2486 ซึ่งรัฐประกาศให้ใช้ “สวัสดี” เป็นคำทักทายของชาติ เพื่อให้คนไทยใช้ทักทายกันเมื่อพบกัน (และค่อยๆ กลายเป็นมาตรฐานของมารยาทสังคม) สิ่งที่น่าสนใจคือ ความรู้สึกของคำว่า “สวัสดี” มันไม่ใช่แค่ Hello เฉยๆ แต่มีอารมณ์ของ “ความปรารถนาดี” แฝงอยู่ด้วย เหมือนกับข้อความที่มักเห็นตามภาพหรือสื่อว่า “สวัสดี คำทักทายแห่งความปรารถนาดี” เวลาพูดพร้อมไหว้ก็ยิ่งทำให้ความหมายมันอบอุ่นขึ้นอีกระดับ เพราะไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็นทั้งท่าทางและความสุภาพไปพร้อมกัน ถ้าเทียบกับภาษาอื่นๆ จะเห็นว่าหลายภาษามีคำทักทายที่ใช้ได้ทั้งตอนเจอและตอนลา เช่น อังกฤษใช้ “Hi/Hello” ตอนเจอ แต่ตอนลาก็มักใช้ “Bye/Goodbye” ขณะที่ “สวัสดี” ของไทยสามารถใช้ได้ทั้งสองจังหวะ (สวัสดีตอนเช้า/สวัสดีตอนกลับ) ทำให้เป็นคำที่ค่อนข้างอเนกประสงค์ และยังเข้ากับวัฒนธรรม “ไหว้” ที่ช่วยสื่อระดับความเคารพได้อีกด้วย อีกมุมที่ฉันรู้สึกว่าน่าสนุกคือ พอมาอยู่ในยุคออนไลน์ การทักทายก็เปลี่ยนรูปแบบเยอะมาก บางทีเราไม่ได้พิมพ์ “สวัสดี” เต็มคำด้วยซ้ำ แค่ส่งสติกเกอร์ ยกมือไหว้ หรือส่ง emoji 🙏 ก็ถือว่า “ทักทาย” แล้ว บางแชตแค่ส่ง GIF โบกมือก็จบ แต่ถ้าสังเกตดีๆ คนไทยยังชอบใช้สัญลักษณ์ที่สื่อความสุภาพ เช่น 🙏 หรือสติกเกอร์ไหว้ เพราะมันแทนความรู้สึกของคำว่า “สวัสดี” ได้ดีมาก ถ้าอยากใช้ “สวัสดี” ให้เหมาะกับสถานการณ์ แบบที่ฉันใช้ประจำคือ - ทางการ/ผู้ใหญ่: “สวัสดีค่ะ/ครับ” + ไหว้ระดับอกหรือสูงขึ้นตามกาลเทศะ - เพื่อน/กันเอง: “หวัดดี” หรือ “สวัสดี” แบบสั้นๆ (บางทีก็แค่พิมพ์ “ดีค่า/ดีครับ”) - ออนไลน์/ทำงาน: เริ่มต้นด้วย “สวัสดีค่ะ/ครับ” แล้วตามด้วยชื่อ/หัวข้อ เช่น “สวัสดีค่ะ ขอสอบถามเรื่อง…” จะดูสุภาพและชัดเจน พอรู้ว่าคำทักทายที่เราใช้ทุกวันมีหมุดหมายทางประวัติศาสตร์ในปี 2486 จริงๆ ก็ทำให้คำว่า “สวัสดี” ดูมีน้ำหนักขึ้นอีกนิด เวลาพูดหรือพิมพ์ออกไป มันเหมือนเราส่งต่อ “ความปรารถนาดี” แบบไทยๆ ที่ทั้งเรียบง่ายและงดงามอยู่ในคำเดียว