มีสิ่งหนึ่งที่ครูบาอาจารย์เคยสอนไว้

เกี่ยวกับ “จิตสุดท้าย” ของชีวิต

โดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็งบางท่าน

ในช่วงท้ายอาจมีความเจ็บปวดมาก

จนจำเป็นต้องใช้มอร์ฟีนเพื่อบรรเทาความทุกข์ทรมาน

แต่ท่านเคยสอนว่า

หากใช้ยาจนหมดสติ ไม่รู้สึกตัวเลย

จิตก็อาจเข้าสู่ภาวะความเบลอ ความมืด ความไม่รู้ตัวได้

จึงอยากให้หากเป็นไปได้

เราพยายาม “คงสติไว้บ้าง”

ไม่ใช่การปฏิเสธยา

แต่เป็นการใช้เท่าที่ร่างกายพอไหว

เพื่อให้จิตยังพอรู้ตัว

ยังพอภาวนาได้

และในช่วงนั้น

ญาติหรือคนใกล้ชิดก็สำคัญมากค่ะ

คอยช่วยประคองสติ

ค่อยๆ พูด ค่อยๆ นำลมหายใจ

ให้อยู่กับคำภาวนาเบาๆ เช่น “พุทโธ”

เพราะในทางพุทธ

“จิตสุดท้าย” เป็นเหมือนภาวะสุดท้ายที่จิตกำลังยึดเกาะอยู่

หากจิตเต็มไปด้วยความกลัว ความฟุ้ง ความยึดติด ความมืดมน

จิตก็อาจไหลไปตามอารมณ์นั้น

แต่ถ้าจิตมีสติ มีความรู้ตัว มีความสงบ

จิตจะเบา คลาย และวางได้ง่ายกว่า

คำว่า “จิตสว่าง” ในทางธรรม

ไม่ได้หมายถึงเห็นแสงอะไรเหนือธรรมชาตินะคะ

แต่หมายถึงจิตที่ไม่หลงไปกับความกลัว ความโกรธ ความยึด

เป็นจิตที่รู้ตัว ตื่น และอยู่กับปัจจุบัน

นี่จึงเป็นเหตุผลว่า

ทำไมเราจึงควรฝึกธรรมะไว้ตั้งแต่วันที่ยังมีแรง

เพราะเมื่อถึงวันนั้นจริงๆ

มันอาจไม่มีเวลาให้เริ่มฝึกแล้วค่ะ

#ดูแลสุขภาพไปกับพลอย #จิตสุดท้าย #ธรรมะในชีวิตประจำวัน #อดีตผู้ป่วยมะเร็งเต้านม #พุทโธ

2 วันที่แล้วแก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ส่วนตัวในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งที่ใกล้หมดสติ สิ่งที่พบเจอได้บ่อยคือความยากลำบากในการรักษาสมดุลของการใช้ยาแก้ปวดอย่างมอร์ฟีนเพื่อบรรเทาความทุกข์ทรมาน แต่ก็ต้องไม่ทำให้ผู้ป่วยหมดสติจนเกินไป เพราะจิตที่ยังมีสติจะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถอยู่กับความสงบและภาวนาได้ ซึ่งเป็นประโยชน์ทางจิตใจอย่างยิ่ง การรักษาจิตให้รู้ตัวในช่วงเวลา "จิตสุดท้าย" นั้นมีความสำคัญตามหลักพระพุทธศาสนา เพราะจิตที่เต็มไปด้วยความกลัวหรือความฟุ้งซ่าน จะนำพาให้เกิดความทุกข์ แม้ในขณะที่ร่างกายกำลังอ่อนแอ ญาติหรือคนใกล้ชิดจึงควรช่วยเป็นกำลังใจอย่างนุ่มนวล ค่อยๆ พูดคุย ปลอบประโลม และนำลมหายใจไปกับคำภาวนา เช่น "พุทโธ" เพื่อคอยประคองจิตให้สงบและคงสติ นอกจากนี้ การฝึกธรรมะและภาวนาในชีวิตประจำวันตั้งแต่ยังแข็งแรงจึงเป็นสิ่งที่แนะนำอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยเตรียมใจให้พร้อมเมื่อต้องเผชิญกับวันสุดท้ายของชีวิต ผู้ป่วยจะได้เผชิญกับความเจ็บปวดด้วยจิตที่สงบและปล่อยวางได้ง่ายขึ้น สุดท้ายนี้ การดูแลอย่างรักและเข้าใจจากคนรอบข้างก็มีผลอย่างมากต่อจิตใจผู้ป่วย ความรู้สึกว่ามีคนคอยดูแลไม่ทอดทิ้ง จะช่วยให้รับมือกับความเจ็บปวดได้ดีขึ้นและสามารถรักษาสติได้จนถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิต