สมจิตต์ นวเครือสุนทร ผู้สื่อข่าวและกองเชียร์ของพรรคประชาธิปัตย์และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ออกมาโพสต์ข้อความเตือนกลุ่มอนุรักษ์นิยมให้ "รักสถาบันอย่างมีสติ"
โดยสมจิตต์ ระบุว่า "การปกป้องสถาบันฯ ไม่จำเป็นต้องขัดกับหลักนิติรัฐ" พร้อมทั้งยืนยันว่า หลักการของนายอภิสิทธิ์ ที่พูดในสภาเรื่องแนวทางการดำเนินการต่อกลุ่มเยาวชนที่กระทำผิด ม.112 นั้น เป็นความคิดที่ถ ูกต้อง เพราะจะช่วยคืนเยาวชนสู่สังคมได้
โดย สมจิตต์ โพสต์ข้อความดังต่อไปนี้
---
รักสถาบันฯ อย่างมีสติ
ถอดมุมคิด "อภิสิทธิ์" ปมเยาวชนในคดี 112
.
ประเด็นที่สังคมควรถกกันอย่างมีสติในเวลานี้ ไม่ใช่การมานั่งชี้หน้าว่าใครรักสถาบันพระมหากษัตริย์มากกว่าใคร หรือใครอยู่ข้างใดทางการเมือง แต่คือคำถามพื้นฐานที่ว่า เมื่อผู้กระทำผิดเป็น “เยาวชน” สังคมไทยจะยอมให้กระบวนการยุติธรรมเด็กและเยาวชนทำหน้าที่ของมัน เพื่อดึงพวกเขากลับคืนสู่สังคมหรือไม่
.
กรณีการอภิปรายของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เรื่องร่างกฎหมายนิรโทษกรรมและมาตรการบำบัดฟื้นฟูเยาวชนในคดี ม.112 ถูกลากไปสู่ข้อกล่าวหาทางการเมืองอย่างรวดเร็ว ทั้งที่สาระสำคัญไม่ได้อยู่ที่การ “ล้างผิด ม.112” แต่อยู่ที่การตั้งค ำถามว่า เยาวชนที่ไม่ได้รับนิรโทษกรรมเพราะติดข้อยกเว้น ยังควรมีช่องทางร้องขอเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูหรือไม่
.
ควรทำความเข้าใจก่อนว่า...
การนิรโทษกรรมคือการล้างความผิด
แต่การบำบัดฟื้นฟูคือการให้โอกาสภายใต้กระบวนการยุติธรรม
.
การเอาสองเรื่องนี้มาปนกัน จึงไม่ใช่แค่ทำให้สังคมเข้าใจผิด แต่ยังทำให้หลักการสำคัญของกระบวนการยุติธรรมเด็กและเยาวชนถูกกลบด้วยอารมณ์ทางการเมือง ซึ่งไม่ได้เป็นผลดีกับใคร นอกจากความสะใจของคนบางกลุ่ม
.
❏ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “ห่วงผู้บงการ” แต่อยู่ที่เอามาอ้างเพื่อปิดโอกาสเด็ก
.
บทวิเคราะห์บางชิ้นพยายามเสนอว่า ต้องตอบโจทย์ต้นทางให้ได้ก่อนว่า ใครปลุกปั่น ใครบงการ ใครใช้เยาวชนเป็นเครื่องมือทางการเมือง
.
คำถามคือ ถ้ามีผู้บงการจริง หลักฐานอยู่ที่ไหน?
.
ถ้ารัฐเชื ่อมั่นว่ามีผู้ใหญ่อยู่เบื้องหลังการผลักเยาวชนให้กระทำผิด รัฐก็ต้องดำเนินคดีกับผู้ใหญ่เหล่านั้นอย่างตรงไปตรงมา ตามพยานหลักฐานและกระบวนการยุติธรรม
.
แต่การอ้างว่า “ยังจัดการผู้บงการไม่ได้” แล้วนำมาใช้เป็นเหตุผลในการปิดประตูฟื้นฟูเยาวชน แท้จริงแล้วไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่คือการผลักภาระความล้มเหลวของรัฐในการแสวงหาพยานหลักฐาน ไปให้เยาวชนต้องรับผลแทน ด้วยการปิดกั้นโอกาสในการเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูของพวกเขา
.
ถ้ามีผู้ใหญ่ผิด ก็จัดการผู้ใหญ่
ถ้าเด็กทำผิด ก็ให้กระบวนการยุติธรรมเด็กและเยาวชนพิจารณาเป็นรายกรณี
.
สองเรื่องนี้ไม่ขัดกัน และไม่ควรถูกบิดให้เหมือนเป็นเรื่องเดียวกัน
.
❏ การฟื้นฟูไม่ใช่การปล่อยคนผิด
.
ข้อโต้แย้งที่อันตรายที่สุดคือ การทำให้สังคมเข้าใจว่า การเปิดช่องให้เยาวชนเข้า สู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟู เท่ากับการปล่อยผิด หรือลดทอนความสำคัญของมาตรา 112
.
นี่คือการบิดประเด็น! กระบวนการบำบัดฟื้นฟูไม่ได้หมายความว่า เด็กไม่ต้องรับผิด ไม่ได้หมายความว่าศาลต้องปล่อยทุกคน และไม่ได้หมายความว่าผู้กระทำผิดซ้ำหรือไม่สำนึกจะได้รับโอกาสโดยอัตโนมัติ
.
ตรงกันข้ามกระบวนการนี้มีไว้เพื่อให้ศาลและผู้เกี่ยวข้องพิจารณาอย่างละเอียดว่า เยาวชนคนใดสามารถกลับตัวได้ และเยาวชนคนใดควรเข้าสู่กระบวนการปกติต่อไป
.
หัวใจของกระบวนการยุติธรรมเด็กและเยาวชน คือการไม่มองเด็กเหมือนผู้ใหญ่ และไม่ใช้ความโกรธของผู้ใหญ่เป็นเครื่องตัดสินอนาคตของเด็ก
.
❏ อย่าลดทอนเด็กให้เหลือแค่ “เครื่องมือ” ของใคร
.
อีกปัญหาหนึ่งของกรอบคิดแบบความมั่นคงสุดโต่ง คือการมองเยาวชนจำนวนมากผ่านสมมติฐานว่าเป็นเพียง “เหยื่อของการปลุกปั่น” หรือเป็น “เครื่องมือ” ของผู้ใหญ่ หรือเป็นผลผลิตของเครือข่ายทางการเมือง
.
ในบางกรณี เด็กอาจถูกชักจูงจริง
ในบางกรณี อาจมีผู้ใหญ่ใช้เด็กเป็นแนวหน้า
แต่ในบางกรณี เด็กก็อาจคิดเอง เชื่อเอง เข้าใจผิดเอง หรือกระทำผิดจากสภาพแวดล้อมทางการเมืองที่ซับซ้อน
.
หน้าที่ของกระบวนการยุติธรรมคือการแยกแยะ ไม่ใช่เหมารวม
.
ถ้ารัฐเชื่อว่าเด็กถูกใช้เป็นเครื่องมือ รัฐยิ่งต้องเปิดทางดึงเด็กออกจากวงจรนั้น ไม่ใช่ปิดทุกประตูจนผลักให้พวกเขากลายเป็นศัตรูถาวรของรัฐ
.
❏ การปกป้องสถาบันฯ ไม่จำเป็นต้องขัดกับหลักนิติรัฐ
.
ในฐานะคนที่เคารพรักสถาบันฯ อย่างมีเหตุผล เราต้องกล้าตั้งคำถามว่า การทำให้เยาวชนจำนวนหนึ่งรู้สึกว่ารัฐไม่มีความเมตตา ไม่มีพื้นที่ให้กลับตัว และไม่มีความยุติธรรมที่แยกเด็กออกจากผ ู้ใหญ่ จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเยาวชนกับสถาบันฯ ดีขึ้น หรือยิ่งผลักให้ห่างออกไปกว่าเดิม
.
สังคมที่มั่นคงจริง ไม่ใช่สังคมที่ลงโทษหนักที่สุด แต่คือสังคมที่ใช้กฎหมายอย่างมีเหตุผล แยกแยะ และเป็นธรรม
.
การใช้กฎหมายอย่างแข็งกร้าวโดยไม่เปิดพื้นที่ให้ฟื้นฟู อาจตอบสนองความสะใจของคนบางกลุ่มได้ในระยะสั้น แต่ในระยะยาว อาจสั่งสมความคับแค้น ความรู้สึกอยุติธรรม และความเกลียดชังต่อรัฐที่ฝังรากลึกกว่าเดิม
.
การให้โอกาสเยาวชนไม่ได้แปลว่าไม่ปกป้องสถาบัน
การพูดเรื่องฟื้นฟูเด็กไม่ได้แปลว่าเห็นด้วยกับการกระทำผิด ม.112
และการยืนยันหลักนิติรัฐไม่ได้แปลว่าอ่อนแอต่อความมั่นคง
ตรงกันข้าม นี่อาจเป็นหนทางที่ยั่งยืนกว่าด้วยซ้ำ
.
❏ วาทกรรมอำพราง “พระเดช-พระคุณ”
.
บทสรุปที่มักบอกว่า สังคมต้องใช้ “พระเดชกับผู้บงการ และพระคุณกับเด็ก” ฟังดูเหมือนสมดุลและประนีประนอม แต่คำถามคือ ในทางปฏิบัติ เรากำลังใช้ “ผู้บงการ” เป็นเงื่อนไขในการเลื่อนความเมตตาต่อเด็กออกไปหรือไม่ เพราะหากบอกว่าจะเมตตาเด็ก ก็ต่อเมื่อจัดการผู้บงการได้ก่อน เท่ากับเรากำลังบอกว่า โอกาสของเยาวชนต้องถูกแขวนไว้กับความสามารถของรัฐในการพิสูจน์ความผิดของผู้ใหญ่
.
ถ้าจะใช้พระคุณกับเยาวชน ก็ต้องใช้ตั้งแต่วันนี้ ผ่านกระบวนการบำบัดฟื้นฟูที่มีเงื่อนไข มีการประเมิน และอยู่ภายใต้กระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่ทำให้เด็กกลายเป็นตัวประกันของเกมอำนาจผู้ใหญ่
.
❏ สังคมที่ยุติธรรม ต้องพูดสองเรื่องพร้อมกันให้ได้
.
สังคมไทยควรกล้าพอที่จะพูดสองเรื่องพร้อมกัน
หนึ่ง ถ้ามีผู้ใหญ่บงการ ต้องดำเนินคดีอย่างถึงที่สุดด้วยพยานหลักฐาน
สอง เยาวชนที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ต้องได้รับโอกาสตามหลักกฎหมายเด็กและเยาวชน
.
สองเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน และไม่ควรถูกเอามาปะปนกันเพื่อผลิตข้อสรุปทางการเมืองว่า ใครที่พูดเรื่องฟื้นฟูเยาวชนคือคนที่ละเลยความมั่นคง หรือไม่ปกป้องสถาบัน
.
มีคำถามง่าย ๆ จากท่านผู้ชมท่านหนึ่ง ระหว่างที่ดิฉันจัดรายการ “เที่ยงเจอกัน” ว่า
“ทำไมเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปีที่ก่อคดีร้ายแรง ยังได้รับการลดโทษทางอาญา แล้วทำไมกรณี ม.112 พวกเขาจึงหมดโอกาสที่จะเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูบำบัด”
.
ดิฉันคิดว่านี่คือคำถามที่สังคมควรช่วยกันตอบอย่างมีสติ
เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องของการล้างผิด
ไม่ใช่เรื่องของการลดทอนความสำคัญของ ม.112
และไม่ใช่เรื่องของการเลือกข้างทางการเมือง
.
แต่คือความเป็นธรรมขั้นต่ำของสังคมที่ยังเชื่อในหลักนิติรัฐ
หากเราต้องการป กป้องสถาบันหลักของชาติอย่างยั่งยืนจริง ๆ หนทางนั้นไม่ควรตั้งอยู่บนความสะใจชั่วคราว แต่ควรตั้งอยู่บนความยุติธรรม ความเมตตาที่มีเหตุผล และการใช้กฎหมายอย่างแยกแยะ
.
และหากเรายังเชื่อว่าเด็กคืออนาคตของชาติ เราก็ไม่ควรเอาอนาคตของชาติไปเป็นตัวประกันบนความเกลียดชังของผู้ใหญ่





















ดูความคิดเห็นเพิ่มเติม