กลายเป็นประเด็นที่ได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลามในวงการนักวิ่งเมืองไทย เมื่อนายเนวิน ชิดชอบ ประธานบริหารสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และโต้โผใหญ่ในการจัดงานวิ่ง "บุรีรัมย์ มาราธอน" ได้ออกมาประกาศจุดยืนใหม่ในการจัดการแข่งขัน
โดยนายเนวินได้สะท้อนถึงบทเรียนตลอด 9 ปีที่ผ่านมา ในการพยายามยกระดับงานวิ่งของไทยให้ไปสู่มาตรฐานระดับโลก (Gold Label) ซึ่งต้องแลกมาด้วยการทุ่มงบประมาณจำ นวนมหาศาล เพื่อจ้างนักวิ่งระดับแนวหน้าของโลก (Elite) มาร่วมงาน
นายเนวิน ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า การกระทำดังกล่าวเป็นเพียงการสร้างภาพลักษณ์ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วไม่ได้สร้างประโยชน์ที่แท้จริงให้กับวงการกีฬาวิ่งของไทยเลย
"เราโง่อยู่ 9 ปี ในการจัดวิ่งบุรีรัมย์ มาราธอน... ด้วยคำว่า World Standard แล้วก็ด้วยคำว่า World Class เนี่ย เราตั้งเป้าหมายบุรีรัมย์ มาราธอนว่าเราจะไปให้ถึง Gold แล้วเราก็ไปถึง Gold Marathon ในปีที่ 9 แล้วก็เป็นปีสุดท้ายที่เราตาสว่างขึ้น แล้วไม่โง่อีกต่อไป"
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเข้าสู่ปีที่ 10 ของการจัดการแข่งขัน ทางผู้จัดได้ตัดสินใจรื้อกรอบความคิด (Mindset) ใหม่ทั้งหมด โดยมองข้ามเรื่องการรักษาสถานะ Gold Standard
แต่หันมาโฟกัสที่การยกระดับและมอบโอกาสให้กับนักวิ่งชาว ไทยอย่างแท้จริง ด้วยการนำงบประมาณส่วนที่จะต้องไปจ้างนักวิ่งต่างชาติ มาแปลงเป็นกองทุนสนับสนุนนักกีฬาไทยแทน
"การที่เราต้องเสียค่าใช้จ่าย เพื่อที่จะต้องให้มีนักวิ่ง Elite มาวิ่งเพื่อให้ได้ตาม Standard มันเป็นการใช้เงินแบบโง่ๆ เป็นการใช้ที่ไม่เกิดประโยชน์อะไรกับนักวิ่งไทย"
นายเนวิน อธิบายยุทธศาสตร์ใหม่ว่า การจัดงานยังคงยึดมาตรฐานระดับโลก (World Standard) ในทุกกฎและกติกาเช่นเดิม เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด
แต่เงินค่าจ้างนักวิ่งอีลีท จะถูกนำไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการส่งนักวิ่งไทย ไปร่วมการแข่งขันมาราธอนระดับเมเจอร์ของโลกอย่าง "โตเกียว มาราธอน" (Tokyo Marathon) ซึ่งมีมาตรฐานที่สูงกว่า
"เอาเงินที่เราจะต้องไปพยายามหา Elite มาวิ่งให้ได้ต าม Standard เนี่ย ไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการส่งนักวิ่งไทยไปวิ่งโตเกียว มาราธอน... นักวิ่งไทยได้มีโอกาสและมีประสบการณ์ในการที่ได้ไปสัมผัสการแข่งขันมาราธอนระดับโลกในต่างประเทศจริงๆ"
วิสัยทัศน์และการกล้าตัดสินใจฉีกกรอบเดิมๆ ของนายเนวินในครั้งนี้ ถือเป็นการตอกย้ำว่า การยกระดับมาตรฐานกีฬาของชาติ ไม่ใช่แค่การทุ่มเงินซื้อความสำเร็จฉาบฉวยเพื่อเอาป้ายประกาศนียบัตรมาประดับงาน
แต่คือการลงทุนกับ "ทรัพยากรมนุษย์" เพื่อสร้างรากฐานและต่อยอดให้นักกีฬาไทย ได้มีพื้นที่ยืนบนเวทีระดับโลกอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน






