ไกลโฟเซตโพแทสเซียม 62% มาแล้วจ้า
ของกำลังเข้าที่ร้าน (ไกลโฟเซตโพแทสเซียม 62%)
เรามาดูความแตกต่างระหว่าง ไกล 62% กับไกล 48%
ไกลโฟเซต โพแทสเซียม (Glyphosate Potassium) 62% W/V SL
มีความแตกต่างจากไกลโฟเซตทั่วไป (ซึ่งส่วนใหญ่ในท้องตลาดจะเป็น ไกลโฟเซต ไอโซโพรพิลแอมโมเนียม 48% W/V SL) ในหลายๆ ด้านหลักๆ ทั้งในเรื่องของโครงสร้างเกลือเคมี ความเ ข้มข้น และประสิทธิภาพในการออกฤทธิ์
โดยสรุปความแตกต่างได้ดังนี้:
1. รูปแบบของเกลือเคมี (Salt Form) และความเข้มข้น
• ไกลโฟเซตทั่วไป (48%): ใช้เกลือประเภท Isopropylammonium (IPA) มีความเข้มข้นของเนื้อสารออกฤทธิ์ตัวยาอยู่ที่ 48% W/V (หรือคิดเป็นกรดไกลโฟเซต Acid Equivalent ประมาณ 36% ยอดนิยมที่เรียกกันว่า ไกลโฟเซต 48)
• ไกลโฟเซต โพแทสเซียม (62%): เปลี่ยนมาใช้เกลือ Potassium (K) ซึ่งมีน้ำหนักโมเลกุลเล็กกว่า ทำให้สามารถละลาย และอัดความเข้มข้นของเนื้อสารเข้าไปได้สูงถึง 62% W/V (คิดเป็นกรดไกลโฟเซต Acid Equivalent สูงถึงประมาณ 50-54%)
2. ความเร็วในการดูดซึมและการออกฤทธิ์ (Absorption & Knockdown)
• เกลือโพแทสเซียม (62%): พืชสามารถดูดซึมเข้าสู่ท่อน้ำท่อน้ำเลี้ยงได้เร็วกว่ามาก มักจะเริ่มทำงาน และแห้งตายภายใน 3-5 วัน และที่สำคัญคือ ทนฝนได้ดีกว่า (Rainfastness) หากพ่นไปแล้วประมาณ 1-2 ชั่วโมงแล้วฝนตก สารจะถูกดูดซึมเข้าไปในใบพืชส่วนใหญ่แล้ว ทำให้ไม่ต้องพ่นซ้ำ
• เกลือทั่วไป (48%): พืชจะดูดซึมช้ากว่า ต้องใช้เวลา 7-14 วันในการเห็นผลชัดเจน และต้องการระยะเวลาปลอดฝนหลังพ่นยาวนานกว่า (ประมาณ 4-6 ชั่วโมง) หากฝนตกเร็วสารจะถูกชะล้างออกไปหมด
3. ประสิทธิภาพต่อวัชพืชปราบยาก
• ไกลโฟเซต 62% (โพแทสเซียม): ด้วยความเข้มข้นที่สูงกว่าและการนำพาที่ดีของเกลือโพแทสเซียม ทำให้กำจัดวัชพืชประเภทใบแคบ และใบกว้างที่ปราบยาก หรือวัชพืชข้ามปีที่มีระบบรากลึก (เช่น หญ้าคา หญ้าชันอากาศ หญ้าตีนกา) ได้เด็ดขาดกว่า รากแห้งตายสนิท ลดการแตกใหม่อีกครั้งได้ดีกว่ารุ่น 48%
4. ปริมาณการใช้ต่อไร่
• เนื่องจากมีความเข้มข้นสูงกว่า (62% เทียบกับ 48%) ทำให้เวลาใช้งานจริง ใช้ปริมาณต่อน้ำ 20 ลิตรน้อยกว่า ช่วยลดแรงในการขนย้าย และประหยัดพื้นที่จัดเก็บ
ภาพสรุปความแตกต่างเชิงเปรียบเทียบ
ข้อแนะนำเพิ่มเติมสำหรับเกษตรกร:
เนื่องจากไกลโฟเซตเป็นสารกำจัดวัชพืชประเภทดูดซึมและไม่เลือกทำลาย (Systemic & Non-selective)
การนำไปใช้ในสวนไม้ผล เช่น สวนทุเรียน ต้องระมัดระวังไม่ให้ละอองสารไปสัมผัสกับใบอ่อน หรือเปลือกต้นทุเรียนที่ยังเขียวอยู่ เพราะสารเกลือโพแทสเซียม 62% นี้ดูดซึมได้แรงและเร็วมาก อาจส่งผลกระทบต่อระบบรากหรือการเจริญเติบโตของพืชประธานได้



















