Automatically translated.View original post

Knowing Tall Poppy Syndrome: Why the more prominent, the more the star is extracted?

"Wish us well...But don't be too prominent. "

Today, let's share the story 'Tall Poppy Syndrome', or the great irritant disease that doesn't just exist in Roman mythology, but exists in the office and society around us.

Has anyone ever had to 'pretend normal' or 'dim yourself down' to make others comfortable? Try to tell.

Actually, our success is not our fault.

And we ourselves don't need to apologize for being good at ourselves.

Just be yourself and let the right people stay. ✨

# selflovetips # Adult life review # toxicworkplace # Lemon 8 Howtoo

5/8 Edited to

... Read moreจากประสบการณ์ส่วนตัวและการสังเกตสังคมรอบตัว ผมมักเห็นปรากฏการณ์ Tall Poppy Syndrome เกิดขึ้นในหลายวงการ ทั้งที่ทำงาน สังคม หรือแม้แต่ในครอบครัว คนเก่งที่โดดเด่นมักถูกจับผิดหรือถูกลดคุณค่าโดยไม่รู้ตัว เหมือนดอกป๊อปปี้ที่โตเด่นจนโดนตัดให้เท่ากับดอกอื่น ผมเองก็เคยรู้สึกเหมือนต้อง "แกล้งธรรมดา" หรือ "หรี่แสงตัวเอง" เพื่อไม่ให้คนอื่นอึดอัดหรือรู้สึกไม่ดี แต่พอได้ศึกษาข้อมูลและเข้าใจว่ามันคือ Tall Poppy Syndrome ที่ไม่ได้เกิดจากความเกลียดชังจริง ๆ แต่มีรากฐานจากความอิจฉาและความกลัวเปรียบเทียบทางสังคมก็ทำให้ผมเริ่มเปลี่ยนมุมมอง ในคู่มือการรับมือกับสถานการณ์แบบนี้ สิ่งสำคัญคือการยอมรับตัวเอง ไม่ต้องรู้สึกผิดที่ได้ดีหรือโดดเด่นกว่าใคร และต้องรู้จักเลือกอยู่กับคนที่ยอมรับและสนับสนุนเราอย่างจริงใจ ไม่ใช่คนที่สบายใจเวลาที่เรา "ต่ำกว่า" หรือส่องแสงน้อยลง นอกจากนี้ การเรียนรู้ว่า "ความสำเร็จของเราไม่ใช่ความผิด" และเรามีสิทธิ์ภูมิใจในตัวเองเป็นกุญแจสำคัญ เพราะเมื่อเรามั่นใจในคุณค่าของตัวเอง ความรู้สึกหมดไฟหรือถูกลดคุณค่าในที่ทำงานก็จะลดลงตามไปด้วย สุดท้าย ผมอยากแนะนำให้เปิดใจพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานหรือคนรอบข้างถึงความรู้สึกนี้บ้าง เพื่อเพิ่มความเข้าใจ ร่วมมือกันทำให้สภาพแวดล้อมในการทำงานและสังคมโดยรวมปลอดภัยจาก Tall Poppy Syndrome เพราะถ้าเราทุกคนช่วยกันลดความอิจฉาและความเปรียบเทียบเชิงลบ ความเก่งจะถูกยกย่องและกลายเป็นแรงบันดาลใจแก่กันมากขึ้นครับ