แปลพาหุงบทที่8 ทรงชนะพรหมผู้หลงผิด
บทพาหุงที่กล่าวถึงการชนะพรหมผู้มีความเห็นผิด คือบทที่ขึ้นต้นว่า
“ทุคคาหทิฏฐิภุชเคนะ สุทัฏฐหัตถัง พรหมัง วิสุทธิชุติมิทธิพกาภิธานัง ญาณาคเคน วิธินา ชิตวา มุนินโท ตันเตชสา ภวตุ เต ชยมังคะลานิ”
มีความหมายโดยละเอียดว่า
“พรหมผู้มีนามว่า พกพรหม ผู้รุ่งเรืองด้วยรัศมีและฤทธิ์อันยิ่งใหญ่ ถูกงูร้ายคือความเห็นผิดรัดรึงไ ว้แน่น ด้วยพระแหลมคมแห่งพระญาณ พระจอมมุนีทรงชนะพรหมนั้นได้ ขอชัยมงคลทั้งหลายจงบังเกิดแก่ท่านด้วยเดชแห่งชัยชนะนั้น”
เรื่องราวเบื้องหลังของพระคาถานี้ปรากฏในพระสูตรชื่อว่า พกพรหมสูตร ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ลึกซึ้งมาก เพราะมิใช่การชนะด้วยกำลัง มิใช่การชนะด้วยอิทธิฤทธิ์ แต่เป็นการชนะด้วยปัญญาเหนือความหลงผิดอันละเอียดประณีตที่สุด
ในกาลนั้น มีพรหมองค์หนึ่งชื่อว่า พกพรหม อาศัยอยู่ในพรหมโลกชั้นสูง ด้วยอายุอันยืนยาวเกินกว่าที่มนุษย์จะจินตนาการได้ พรหมองค์นี้เกิดในภพที่มีความสุขสงบ ไม่มีความแก่ ไม่มีความเจ็บ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงให้เห็นเด่นชัดเหมือนโลกมนุษย์ เมื่ออยู่ในสภาพเช่นนั้นเป็นเวลานานแสนนาน ความทรงจำเกี่ยวกับภพชาติเดิมก็เลือนหายไป ในที่สุด พกพรหมจึงเกิดความสำคัญตนผิดขึ้นว่า
“ที่นี่เที่ยงแท้ ที่นี่ไม่เปลี่ยนแปลง ที่นี่เป็นที่สุดแห่งสรรพสิ่ง ไม่มีโลกอื่นที่สูงกว่านี้ ไม่มีภพอื่นที่ประเสริฐกว่านี้”
เมื่อคิดเช่นนั้นนานเข้า ก็ยิ่งเชื่อมั่นว่าตนเองเป็นผู้ยิ่งใหญ่ เป็นผู้สร้างโลก เป็นบิดาแห่งสรรพสัตว์ เป็นผู้ดำรงทุกสิ่งไว้
ความเห็นเช่นนี้ พระพุทธศาสนาเรียกว่า มิจฉาทิฏฐิ หรือความเห็นผิด แต่เป็นมิจฉาทิฏฐิที่ละเอียดมาก เพราะเกิดจากการมีบุญสูง มีสมาธิสูง มีอายุยืนยาว จนหลงเข้าใจว่าความยืนยาวคือความเที่ยงแท้
พระพุทธเจ้าทรงทราบด้วยพระญาณว่า พกพรหมกำลังติดอยู่ในความหลงอันลึกซึ้ง จึงเสด็จไปยังพรหมโลกนั้น
เมื่อพระองค์เสด็จถึง พรหมบริวารทั้งหลายต่างประหลาดใจ เพราะไม่เคยเห็นผู้ใดมาถึงพรหมโลกได้เช่นนี้ พกพรหมกล่าวต้อนรับด้วยความมั่นใจว่า“สมณะ ท่านมาถึงที่นี่แล้ว ท่านจงอยู่ที่นี่เถิด ที่นี ่เป็นโลกอันเที่ยงแท้ ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่มีอะไรสูงกว่านี้”ถ้าเป็นคนทั่วไป เมื่อได้ยินผู้มีอำนาจยิ่งใหญ่กล่าวเช่นนี้ อาจคล้อยตามทันที เพราะพกพรหมมีรัศมีงดงาม มีฤทธิ์มหาศาล และมีบริวารนับไม่ถ้วน
แต่พระพุทธเจ้าทรงตรัสอย่างสงบว่า“พรหมเอ๋ย ท่านยังไม่รู้ตามความเป็นจริง ท่านเข้าใจสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง เข้าใจสิ่งที่ยังอยู่ในอำนาจแห่งเหตุปัจจัยว่าเป็นอิสระ”
คำตรัสนี้เปรียบเสมือนแสงอาทิตย์ส่องเข้าไปในถ้ำที่มืดมานาน
พกพรหมไม่ยอมรับ จึงโต้แย้งด้วยความมั่นใจ
พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่า แม้พรหมโลกนี้ก็ยังเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย เมื่อเหตุปัจจัยสิ้นไป ก็ย่อมดับไป ไม่มีภพใดในสังสารวัฏที่เที่ยงแท้
สิ่งที่เที่ยงแท้จริง ๆ คือพระนิพพาน ซึ่งอยู่เหนือโลกทั้งปวง
แต่พกพรหมยังดื้อดึง
เมื่อถ้อยคำยังไม ่อาจทำให้คลายความยึดมั่น พระพุทธองค์จึงทรงแสดงพระญาณอันลึกซึ้ง ทรงรู้ความคิดทุกอย่างของพกพรหม ทรงรู้แม้สิ่งที่พกพรหมคิดอยู่ในใจ
ยิ่งพกพรหมพยายามแสดงอำนาจ พระพุทธเจ้าก็ทรงแสดงให้เห็นว่าอำนาจเหล่านั้นยังอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรมและเหตุปัจจัยทั้งหมด
อรรถกถาเปรียบความเห็นผิดของพกพรหมเหมือนงูใหญ่ที่รัดตัวเจ้าของเอาไว้ ยิ่งดิ้นก็ยิ่งรัดแน่น ส่วนพระญาณของพระพุทธเจ้าเปรียบดังพระขรรค์อันคมกริบที่ตัดขาดเครื่องผูกนั้นได้โดยสิ้นเชิง
ความน่าสนใจของเรื่องนี้อยู่ที่ว่า พกพรหมมิใช่คนชั่ว มิใช่อสูร มิใช่มาร แต่เป็นผู้มีบุญสูงมาก ทว่าความหลงผิดสามารถเกิดขึ้นได้แม้ในผู้ที่สูงส่งเพียงใด หากยังไม่เห็นอริยสัจตามความเป็นจริง
ดังนั้น พระคาถานี้จึงสอนว่า ความรู้ที่แท้จริงสำคัญกว่าฤทธิ์อำนาจ ความเห็นถูกสำคัญก ว่าตำแหน่งสูงส่ง และปัญญาเท่านั้นที่สามารถทำลายอวิชชาได้
ในตำนานที่เล่าขยายกันในหมู่ผู้ศึกษาพระสูตร บางแห่งอธิบายบรรยากาศแห่งการประชันปัญญานี้อย่างมีสีสันว่า เมื่อพกพรหมยังไม่ยอมรับความจริง จึงพยายามแสดงฤทธิ์ต่าง ๆ เพื่อพิสูจน์ความยิ่งใหญ่ของตน กระทั่งมีการกล่าวเปรียบเปรยราวกับว่า พรหมและพระพุทธเจ้าต่างผลัดกันสำแดงอำนาจเหนือโลก พรหมพยายามซ่อนพระองค์เพื่อไม่ให้ถูกพบ ส่วนพระพุทธเจ้าก็ทรงทราบที่อยู่ด้วยพระญาณทุกประการ แล้วทรงแสดงธรรมตอบโต้ทุกครั้ง จนในที่สุดพกพรหมตระหนักว่า แม้ฤทธิ์อำนาจของตนก็ไม่อาจปกปิดความจริงจากพระสัพพัญญุตญาณได้เลย ความทะนงตนจึงค่อย ๆ สลายลงเหมือนหมอกยามเช้าถูกแสงอาทิตย์ พรหมผู้เคยเชื่อว่าตนเป็นใหญ่เหนือสรรพสิ่งจึงยอมจำนนต่อพระปัญญาของพระพุทธเจ้า ก้มเศียรยอมรับความจริงว่า พระตถาคตทรงรู้ยิ่งกว่าสัตว์และเทวดาทั้งปวง และความเห็นผิดที่ตนยึดถือมาช้านานนั้นเป็นเพียงเงาแห่งอวิชชาที่ถูกทำลายลงด้วยแสงแห่งพระญาณอันไม่มีประมาณ
ถ้าจะเรียบเรียงต่อในลักษณะอรรถกถาเชิงธรรมะและปริศนาธรรม สามารถเขียนได้ดังนี้
เมื่อพกพรหมยังยึดมั่นอยู่ในความสำคัญตนว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ เป็นผู้ประเสริฐที่สุดในโลก พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงมิได้ทรงตำหนิด้วยถ้อยคำรุนแรง แต่ทรงชี้ให้พรหมหันกลับมาพิจารณาตนเอง
พระองค์ตรัสโดยนัยแห่งธรรมว่า
“พรหมเอ๋ย ท่านเที่ยวมองออกไปภายนอก เที่ยวสำคัญว่าโลกนี้เป็นของท่าน เที่ยวสำคัญว่าท่านเป็นผู้ยิ่งใหญ่ แต่ท่านยังไม่เคยย้อนมองผู้ที่กำลังสำคัญตนนั้นเลย หากท่านลองย้อนมองตนเองให้แท้จริง ท่านจะเห็นว่าแม้ตัวท่านก็อาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้น มิได้เที่ยงแท้ดังที่เข้าใจ”
เมื่อพกพรหมนิ่งฟัง พระองค์จึงตรัสต่อว่า
“เมื่อท่านเห็นตนเองตามความเป็นจริง ท่านจะไม่เห็นเพียงพรหม หากจะเห็นธรรม และเมื่อเห็นธรรมแล้ว ท่านจะเห็นตถ าคต เพราะผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต”
ในขณะนั้นเอง พกพรหมซึ่งเคยส่งจิตออกไปครอบครองโลกทั้งหลาย ก็เริ่มย้อนกลับเข้ามาสำรวจตนเองเป็นครั้งแรก
เมื่อเพ่งพิจารณาลึกลงไป ก็เห็นว่าความเป็นพรหมนั้นอาศัยเหตุเกิด มีความเกิดเป็นเบื้องต้น มีความดับเป็นที่สุด แม้รัศมีอันสว่างไสวก็ไม่อาจส่องถึงความจริงสูงสุดได้
สิ่งที่บดบังมิใช่ความมืดภายนอก แต่เป็นอวิชชาภายในเมื่ออวิชชาคลายลง ความทะนงก็คลายลง เมื่อความทะนงคลายลง ความจริงก็ปรากฏขึ้น
พกพรหมจึงประจักษ์ว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงชนะตนด้วยฤทธิ์ ไม่ได้ทรงชนะตนด้วยอำนาจ แต่ทรงชนะด้วยการทำให้ผู้หลงผิดเห็นความจริงด้วยตนเองในนาทีนั้น พรหมจึงเห็นพุทธะ มิใช่เห็นเพียงพระวรกายที่ประทับอยู่เบื้องหน้าแต่เห็นพุทธภาวะอันเป็นความรู้แจ้งเห็นธรรมอันเป็น สัจจะ เห็นแสงแห่งปัญญาที่ไม่อาศัยโลกใดรองรับ จึงยอมวางความเห็นผิดลงแทบพระบาท
เรื่องนี้เองทำให้นึกถึงปริศนาธรรมที่หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ มักกล่าวเตือนลูกศิษย์อยู่เสมอว่า "พระเหนือพรหม"หลายคนได้ยินแล้วมักคิดถึงพระพุทธรูปองค์ใหญ่ หรือคิดถึงอำนาจเหนือเทวดาและพรหมทั้งหลาย
แต่ในทางธรรม ความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้นคือพรหมยังอยู่ในภพ ยังอยู่ในอัตตา
ยังอยู่ในความสำคัญตน
แต่พระพุทธเจ้าทรงพ้นจากภพ พ้นจากอัตตา พ้นจากความสำคัญตนโดยสิ้นเชิง พรหมจึงยังมีสิ่งที่ต้องเห็น ส่วนพระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้เห็นแล้ว
พรหมยังมีสิ่งที่ต้องละ
ส่วนพระพุทธเจ้าทรงละแล้ว
พรหมยังมีสิ่งที่ต้องรู้
ส่วนพระพุทธเจ้าทรงรู้แล้ว
ดังนั้น "พระเหนื อพรหม" จึงมิใช่เหนือด้วยฤทธิ์ หากเหนือด้วยการตรัสรู้ความจริงอันสมบูรณ์
และเมื่อพกพรหมย้อนมองตนเองจนเห็นความจริงนั้น ในที่สุดพรหมก็ได้พบคำตอบของปริศนาที่ตนตามหามาแสนนานว่า เหตุใดพระพุทธเจ้าจึงเป็น "พระเหนือพรหม" เพราะพรหมยังเห็นโลก แต่พระพุทธเจ้าทรงเห็นธรรม และเมื่อเห็นธรรมแล้ว โลกทั้งปวงก็ไม่อาจปิดบังความจริงได้อีกต่อไป.








