Tokyo Ueno Station Review at Tokyo Ueno Railway Station
Historical Fiction. A thin but heavy volume.
Reflecting society, having sadness and burnout with life, because it is told through the homeless view in Tokyo that the past tried to work hard for the family, but now there is nothing left. It is too hard to hire people because he is alone, not for anyone, just to live day by day.
"Must live until death visits."
"They are out of the shackles that have to be done for their wives, for their children, for their mothers, for their fathers, for their younger brothers, or for their sisters, and the daily wage work is too difficult to do just to fill their stomachs."
# CapCut # Tokyouenostation # Book review # Books to read # Drug sign with lemon8
หลายคนค้นหา “Ueno Station” อาจนึกถึงสถานีสำหรับต่อรถไปนาริตะหรือไปเที่ยวสวนอุเอโนะ แต่พอได้อ่าน Tokyo Ueno Station แล้ว ภาพของสถานีนี้มันไม่ใช่แค่จุดเปลี่ยนขบวนรถไฟอีกต่อไป—มันกลายเป็นฉากชีวิตของคนที่ถูกเมืองใหญ่กลืนหายไปอย่างเงียบๆ สำหรับเรา เสน่ห์ของเล่มนี้คือความเป็น “นิยายอิงประวัติศาสตร์” ที่เล่มบาง แต่บรรยากาศแน่นมาก เหมือนผู้เขียนตั้งใจให้ Ueno Station เป็นสัญลักษณ์ของความเจริญที่มีเงามืดอยู่ข้างๆ กัน พออ่านถึงมุมมองคนไร้บ้านในโตเกียว จะรู้สึกได้เลยว่าเรื่องไม่ได้พยายามดราม่าเกินจริง แต่เล่าแบบนิ่งๆ จนยิ่งหน่วง โดยเฉพาะประโยคประมาณว่า “ต้องมีชีวิตอยู่จนกว่าความตายจะมาเยือน” อ่านแล้วเหมือนโดนสะกิดแรงๆ ว่าบางคนไม่ได้มี “เป้าหมาย” เหลืออยู่ แค่ต้องอยู่ให้ผ่านวัน อีกจุดที่ทำให้เราอยากป้ายยาคือประเด็นเรื่อง “งานรายวัน” และ “เหตุผลในการทำงาน” ตัวละครเคยทำงานหนักเพื่อครอบครัว แต่พอไม่เหลือใครให้ทำเพื่ออะไร การรับจ้างรายวันกลับกลายเป็นเรื่องหนักเกินไป ไม่ใช่เพราะขี้เกียจ แต่เพราะใจมันไม่เหลือแรงแล้ว ประโยคที่พูดถึงคนที่ “หลุดพ้นจากตรวนพันธนาการที่ต้องทำเพื่อเมีย เพื่อลูก เพื่อพ่อแม่…” มันแทงใจมาก เพราะมันตั้งคำถามว่า ในสังคมเมืองใหญ่ เรามีคุณค่าเพราะเราทำเพื่อใคร หรือเพราะเรา “เป็นคน” กันแน่ ถ้าคุณกำลังจะไป Ueno Station หรือเคยผ่านสถานีนี้บ่อยๆ ลองอ่านเล่มนี้ก่อน/หลังทริปก็ได้ มันจะทำให้เราเห็นมุมของโตเกียวที่ไม่ใช่แค่แสงสีหรือความสะดวกสบาย แต่เป็นชีวิตจริงที่อยู่ชิดกับสถานีเดียวกันนั่นแหละ แนะนำสำหรับคนที่ชอบนิยายสะท้อนสังคม โทนหม่น เศร้า เหนื่อยหน่ายกับชีวิตแบบค่อยๆ ซึม และอยากอ่านอะไรที่ “เล่มบางแต่หนัก” จริงๆ ส่วนใครที่อยากได้ฟีลฮีลใจหรือจบสวย อาจต้องเตรียมใจนิดนึง เพราะเล่มนี้ทิ้งความรู้สึกค้างๆ ไว้ให้คิดต่อยาวๆ

















































































