Automatically translated.View original post

Ever... I didn't feel like I was eating very salty, but when I opened the nutrition label, I had to stop watching. 👀

Ever... I didn't feel like I was eating very salty, but when I opened the nutrition label, I had to stop watching 👀

Time to buy food. Try this 3-point check before picking up the basket.

1️⃣ Number of consumption units - 1 envelope may contain more than 1 unit

2️⃣ Sodium per unit - see how much the numbers take from the amount.

3️⃣ the amount we actually eat - if we eat two units, we have to calculate it accordingly.

A fictional example in the post.

600 mg × 2 units = 1,200 mg

Reading the label doesn't mean you have to stop eating your favorite things. 🌿

Just knowing what we're eating, it's easier to choose and balance each day.

📌 Save it when you buy snacks and food next time.

💬 Are there any foods or snacks that you used to think were "not salty," but when you read the labels, some surprises?

# Read nutrition labels # Reduce sodium # Health care # Choose to eat # BetterMeDaily

10/23 Edited to

... Read moreในการดูแลสุขภาพและควบคุมปริมาณโซเดียมแต่ละวัน หลายคนอาจไม่ทันสังเกตว่าของที่กินนั้นมีปริมาณโซเดียมเท่าไร ซึ่งการอ่านฉลากโภชนาการบนผลิตภัณฑ์อาหารเป็นวิธีที่ง่ายและช่วยให้เราควบคุมได้ดีขึ้น โดยส่วนตัวเคยมีประสบการณ์ที่ทำให้เข้าใจเรื่องนี้มากขึ้นจากการซื้อขนมและอาหารแปรรูปบางชนิดที่ดูเหมือนไม่เค็มเลย แต่เมื่ออ่านฉลากแล้วต้องหยุดคิด เพราะพบว่าปริมาณโซเดียมที่ระบุในแต่ละหน่วยบริโภคนั้นสูงกว่าที่คิดมาก สิ่งที่ผมมักจะทำเสมอคือ การดู 3 จุดหลัก ได้แก่ หน่วยบริโภคที่ระบุไว้บนฉลากว่ามีกี่หน่วยใน 1 ซอง เพราะหลายครั้งเราเข้าใจผิดคิดว่าทั้งซองเป็นหนึ่งหน่วยบริโภค ทั้งที่จริงแล้วอาจมากกว่านั้น ทำให้โซเดียมที่ได้รับจริงสูงขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้ ควรอ่านการระบุโซเดียมต่อหน่วยอย่างละเอียดว่าเลขนั้นคิดจากปริมาณกี่กรัม เพื่อให้เราคำนวณได้ว่าถ้าเรากินมากกว่าหนึ่งหน่วยบริโภค จะต้องคูณเพื่อหาปริมาณโซเดียมที่กินจริง เช่น ถ้าฉลากระบุ 600 มิลลิกรัมต่อหน่วยบริโภค แต่เราอาจกินถึง 2 หน่วย ก็เท่ากับว่ากินโซเดียมไปถึง 1,200 มิลลิกรัม จากประสบการณ์ส่วนตัว ผมพบว่าการรู้เท่าทันข้อมูลบนฉลากช่วยให้เราสามารถเลือกสินค้าที่โซเดียมต่ำกว่าได้อย่างมั่นใจ และไม่ต้องเลิกรับประทานของโปรด เพียงแค่จัดสมดุลอาหารที่กินในแต่ละวันให้เหมาะสม รวมถึงเพิ่มการบริโภคผักและผลไม้สด จะช่วยลดความเสี่ยงจากการรับโซเดียมเกิน และช่วยดูแลสุขภาพหัวใจและความดันโลหิตได้ดีขึ้น สุดท้าย อยากแนะนำให้ทุกคนลองฝึกอ่านฉลากโภชนาการก่อนซื้ออาหาร โดยเฉพาะอาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยวที่หลายคนมักคิดว่าไม่เค็ม แต่จริงๆ อาจมีโซเดียมเกินคาด การเข้าใจและใช้ข้อมูลจากฉลากเป็นเครื่องมือ จะช่วยให้เรากินได้อย่างปลอดภัยและมีสุขภาพดีขึ้นในระยะยาว