หนีไปแต่งนิยาย 🤣🔥

จะเอ๋.... ไม่ได้มาอัพเพจโพสต์เลยค่ะ

ไปปั่นนิยายมา ตอนนี้มี E-Book แล้วนะคะ ราคาโปรโมชั่นเดือนเกิดของไรท์เองน๊าาา 🎂

จาก 109 บาท เหลือเพียง 77 บาท 🤭

.

ฉาก NC18+ เริ่มตอนที่ 16 🔥♥️

ตอนนี้ #readawrite อัพเดทถึงตอนที่ 15

อ่านฟรี 14 ตอนนะคะ 😘

ทาง Meb มี E-Book อ่านฟรี 7 ตอน

ฝากนามปากกา : ลมฝนในม่านฟ้า 🩵

ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะคะ

หรือใครได้อ่านแล้วมีคำติชมบอกได้เลยค่ะ ทางไรท์จะนำไปปรับปรุง แก้ไข แนะนำได้ทุกอย่างเลยเด้อ~ บางอย่างอาจยังไม่สมบูรณ์ ขอบคุณมากๆ ที่แวะอ่านกันน๊าาา 🌷✨

ตั้งใจทำเองทุกอย่างเลย 🍀

.

📖เนื้อเรื่องตอนที่ 7 บทสนทนาที่ยากจะลืม

ฝนหยุดตกตั้งแต่บ่าย แต่ลมเย็นยังพัดเข้ามาทางกระจกบานใหญ่ในห้องทำงานของเวธกาที่อยู่ชั้นบนสุดของอาคารฝ่ายบริหาร

วันนี้เธอไม่ได้กลับคอนโดตามปกติ แต่เลือกอยู่ต่อที่สำนักงานเพื่อตรวจงานและพักสมองไปในตัว

เธอยืนอยู่ตรงริมหน้าต่าง มือข้างหนึ่งถือแก้วเซรามิคสีขาวที่ยังมีไออุ่นของชาคาโมมายล์จาง ๆ อยู่ ข้างนอกเงียบเชียบจนได้ยินแต่เสียงเครื่องปรับอากาศ

แต่มันไม่เงียบในหัวของฉันเอาแต่คิดถึงประโยคสุดท้ายของณิชานันท์ ‘ถ้าได้กลับมาทำงานที่นี่อีก...หนูคงดีใจมากเลยค่ะ’

มันเป็นประโยคธรรมดา ๆ ที่แฝงอะไรบางอย่างไว้ในน้ำเสียง และฉันก็รู้สึกถึงมันได้

เสียงแจ้งเตือนจากมือถือดังขึ้นเบา ๆ ราวกับดังก้องอยู่ในความเงียบของห้อง เขาหันไปมองโต๊ะทำงาน ดวงตาคมจับจ้องไปยังหน้าจอที่ชื่อใครบางคนปรากฏขึ้น

ร่างสูงก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะ วางแก้วน้ำไว้เบา ๆ มือใหญ่เอื้อมไปหยิบโทรศัพท์ด้วยความระมัดระวัง ราวกับกลัวพลาดข้อความนั้น ดวงตาคมจับจ้องหน้าจออย่างตั้งใจ

ณิชา: คุณเวธกายุ่งอยู่ไหม...หนูขอรบกวนอะไรนิดเดียวได้ไหมคะ :')

เวธกามองชื่อบนหน้าจอสักครู่ ดวงตาเงาวับเหมือนสะท้อนความคิดถึง ก่อนที่ริมฝีปากจะโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มเล็ก ๆ และนิ้วมือจะเลื่อนตอบกลับ

ฉันไม่เคยเห็นใครใช้อีโมจิแบบนั้นกับฉันมาก่อน แต่มันไม่ทำให้ฉันรำคาญอย่างที่คิด

เวธกา: ได้ มีอะไรหรือเปล่า

ไม่ถึงสิบนาทีต่อมา เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสองครั้ง

ฉันเปิดประตูออกไป แล้วก็พบกับร่างเล็กของณิชานันท์ในชุดเชิ้ตโอเวอร์ไซส์กับกางเกงผ้าสีครีม ใบหน้าของเธอยังเปียกนิดหน่อยจากไอน้ำฝนก่อนหน้านี้ ผมเปียกยุ่งเล็กน้อยราวกับวิ่งมา

“ขอโทษนะคะที่รบกวน หนู...แค่รู้สึกว่าอยากคุยอะไรบางอย่าง”

ฉันถอยหลีกเล็กน้อย เปิดทางให้เธอก้าวเข้ามาโดยไม่เอ่ยคำใด ร่างบางเดินตรงไปนั่งลงบนโซฟาอย่างเรียบง่าย ก่อนจะวางแฟ้มบาง ๆ ลงบนโต๊ะตรงหน้า สายตาคู่นั้นเงยขึ้นมองฉันอย่างเงียบงัน ราวกับรอให้ฉันเป็นฝ่ายเริ่มต้นบทสนทนา

“หนูรู้ว่าตัวเองไม่ได้เก่ง ไม่ได้โดดเด่นอะไรเลยค่ะ” เธอเริ่มพูด น้ำเสียงสั่นนิด ๆ “แต่...ช่วงเวลาที่ได้อยู่ที่นี่ มันทำให้หนูรู้สึกเหมือนตัวเองมีความหมายขึ้นนิดหน่อย”

ร่างสูงนั่งลงข้าง ๆ โดยไม่ขัดจังหวะ

“และหนึ่งในคนที่ทำให้หนูรู้สึกแบบนั้น...คือคุณ”

หัวใจฉันเต้นแรงขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว ‘แปลกฉะมัด’

“หนูรู้ค่ะ ว่าหนูไม่ได้สำคัญมากพอจะพูดอะไรแบบนี้ แต่...หนูไม่อยากจากไปแล้วรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้พูดเลย” เธอหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ “คุณไม่ต้องตอบก็ได้ แค่ฟังหนูก็พอ”

ฉันมองมือของเธอที่ประสานกันแน่นบนตัก

ฉันไม่ควรจะพูดอะไร ถ้าอยากรักษาระยะห่าง

แต่วันนี้...ฉันกลับไม่อยากรักษามันอีกแล้ว

“ฉันไม่ได้เป็นคนดีนักหรอกนะณิชานันท์” หล่อนพูดช้า ๆ “และฉันก็ไม่ใช่คนที่ใครควรฝากใจไว้ด้วยง่าย ๆ”

เธอเงยหน้าขึ้นมองฉันทันที ดวงตาเป็นประกาย และปากก็เผยอยิ้มบาง ๆ

“หนูไม่ได้ต้องการให้คุณรับผิดชอบความรู้สึกค่ะ หนูแค่อยากให้คุณรู้ว่าหนูรู้สึกยังไง...ก็เท่านั้นเอง”

ฉันพ่นลมหายใจออกเบา ๆ และเอ่ยขึ้นโดยไม่มองตาเธอ

“ฉันเองก็รู้สึกอะไรบางอย่างเหมือนกัน เพียงแต่ยังไม่กล้าเรียกมันว่าความรู้สึกแบบไหน”

ความเงียบกลับเข้ามาอีกครั้ง แต่ไม่อึดอัดเหมือนก่อนหน้านี้ มันเป็นความเงียบที่ต่างฝ่ายต่างรับรู้

ณิชายิ้มออกมา แล้วพูดเบา ๆ ว่า “แค่นี้ก็เกินพอแล้วค่ะ”

ฉันยกแก้วชาขึ้นจิบ พลางมองเธอที่นั่งอยู่อีกฝั่งของโซฟา เธอยังไม่ไปไหน ยังอยู่ตรงนี้ และฉัน...ก็ยังไม่อยากให้เธอลุกไป

คืนนี้คงยาวนานกว่าที่ฉันเคยคาดไว้

ฉันไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงรู้สึกอยากยืดเวลานี้ให้นานขึ้นอีกนิด ราวกับทุกนาทีที่เธอยังนั่งอยู่ตรงนี้ ทำให้โลกที่ฉันเคยรู้จักเปลี่ยนไปทีละน้อย

เธอไม่พูดอะไรอีก แต่รอยยิ้มบนใบหน้านั้นยังไม่หายไป สายตาของเธอไม่ได้หลบเลี่ยง มองตรงมาที่ฉันอย่างซื่อสัตย์และมั่นคงจนฉันต้องเบนสายตาหนี เพราะไม่เคยมีใครมองฉันด้วยสายตาแบบนี้มาก่อน

ฉันเคยชินกับสายตาที่ยำเกรง หวาดหวั่น หรือไม่ก็เจือความคาดหวัง ไม่ใช่ความอบอุ่นแบบนี้

“คุณเวธกาคะ...” เสียงเธอเรียกเบา ๆ ทำให้ฉันหันกลับไปอย่างอัตโนมัติ

“หนูเคยคิดว่าโลกของคุณคงอยู่สูงมาก จนคนธรรมดาอย่างหนูไม่มีทางเอื้อมถึง” เธอยิ้มพลางขยับตัวนั่งชันเข่าขึ้นบนโซฟาเล็กน้อย ดูเป็นธรรมชาติจนฉันรู้สึกแปลกใจ

“แต่พอได้ใกล้จริง ๆ หนูกลับรู้สึกว่า...คุณไม่ได้เย็นชาเลยนะคะ แค่คุณเงียบเท่านั้นเอง”

ฉันนิ่ง ไม่แน่ใจว่าควรตอบยังไงกับถ้อยคำตรงไปตรงมานั้น

“บางที...คุณอาจจะอบอุ่นที่สุดเท่าที่หนูเคยเจอมาเลยก็ได้” เธอพูดต่อ น้ำเสียงแผ่วลงอย่างอ่อนโยน

เธอไม่รู้เลยว่า ประโยคพวกนั้น...มันทำให้ใจฉันไหวแค่ไหน

ฉันหลับตาลงชั่วครู่ พยายามควบคุมลมหายใจไม่ให้เผลอลึกเกินไป แล้วค่อยลืมตาขึ้นมองเธออีกครั้ง

“ฉันไม่ใช่คนดีนักหรอก” ฉันย้ำอีกครั้ง เสียงที่ออกจากปากตัวเองเบากว่าที่ตั้งใจ “แต่ถ้าความอบอุ่นเล็กน้อยนั้น ทำให้เธอกลับมามีความกล้าอีกนิด...ฉันก็คงยินดี”

ณิชายิ้มกว้างขึ้นอีกนิด และพยักหน้าช้า ๆ

“มันทำให้หนูอยากพยายามให้มากขึ้นค่ะ ไม่ใช่แค่เรื่องงาน...แต่หมายถึงการเชื่อใจคนอื่นอีกครั้ง”

ฉันอยากจะบอกเธอว่า ตัวฉันเองก็เหมือนกัน เพียงแต่ยังพูดไม่ออก...ไม่ใช่เพราะไม่รู้สึก แค่ยังไม่กล้าพอจะยอมรับว่าเธอคือเหตุผลแรกที่ทำให้ฉันเริ่มอยากเปิดประตูหัวใจบานนั้น เธอยื่นแก้วน้ำที่หยิบติดมือมาจากห้องพักให้กันอย่างเขิน ๆ

“อยากให้คุณลองดูค่ะ หนูชงเอง อาจไม่อร่อยเท่าคาเฟ่แถวบริษัทนะคะ”

ฉันรับแก้วนั้นมาช้า ๆ จิบเล็กน้อย กลิ่นมะลิและน้ำผึ้งจาง ๆ แตะปลายลิ้นอย่างอ่อนโยน ไม่สมบูรณ์แบบ แต่จริงใจ เหมือนเจ้าของแก้ว

ฉันไม่พูดชม...แต่ฉันวางมันไว้ข้างตัวอย่างทะนุถนอม

เธอเข้าใจแม้ฉันไม่พูด

และนั่น...อาจเป็นความเข้าใจที่ลึกซึ้งกว่าถ้อยคำใด

คืนนี้ยังไม่จบ แต่หัวใจฉันกลับสงบมากกว่าที่เคยเป็นมานานแสนนาน

แต่ถ้ามีเธออยู่ตรงนี้ด้วย...ฉันก็ยินดีจะอยู่กับคืนที่ยาวนานแบบนี้อีกสักพัก

ณิชาเดินออกจากห้องทำงานของเวธกา หัวใจยังเต้นไม่เป็นจังหวะเหมือนคนเพิ่งวิ่งหนีอะไรบางอย่างมา ทั้งที่แค่เดิน...แค่พูดประโยคเล็ก ๆ พวกนั้น

แต่ความเงียบระหว่างเราเมื่อครู่กลับดังสะท้อนในหัวไม่หยุด

“คุณอาจจะอบอุ่นที่สุดเท่าที่หนูเคยเจอมา...”

ฉันพูดไปแล้วจริง ๆ เหรอนะ...

แค่คิดขึ้นมาอีกครั้ง ปลายนิ้วก็เย็นชา มือที่ถือแฟ้มเอกสารกลับมาเริ่มสั่นเบา ๆ โดยไม่รู้ตัว

กลับมานั่งที่โต๊ะทำงานประจำ พยายามเปิดแฟ้ม มองเอกสารตรงหน้าเหมือนจะอ่านออก แต่ทุกตัวอักษรกลับเลือนหายไปในเสียงหัวใจตัวเอง

ดึกแล้ว...นาฬิกาดิจิทัลบนโต๊ะบอกเวลาห้าทุ่มกว่า พนักงานคนอื่นกลับไปหมดแล้ว ชั้นนี้เหลือแค่ไฟสลัว ๆ บางจุดที่ยังเปิดค้าง

ฉันนั่งกอดแขนตัวเองแน่นขึ้นเล็กน้อย สูดลมหายใจเข้าช้า ๆ พยายามดึงตัวเองออกจากอารมณ์วูบไหวเมื่อครู่ แต่ทำไมยิ่งพยายาม...หัวใจก็ยิ่งเต้นดัง เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นด้านหลัง ทำให้ฉันเผลอสะดุ้งเงียบ ๆ

“ทำไมยังไม่กลับ”

น้ำเสียงนิ่ง ๆ เย็น ๆ ที่คุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมเงาของใครบางคนที่หยุดยืนอยู่ข้างโต๊ะ

ฉันรีบหันไปมอง ก่อนจะเห็นเธอ...คุณเวธกา

เธอแค่ยืนอยู่ตรงนั้น มองฉันด้วยสายตาเรียบ ๆ แต่ในแววตานั้น...มันไม่ได้ว่างเปล่าเหมือนที่ใครต่อใครคิดกัน

“ฉันไปส่ง”

ประโยคนั้นสั้น เรียบ แต่ทำเอาใจฉันเต้นโครมครามขึ้นมาอีกครั้ง

คุณเวธกาไม่ได้ขอ ไม่ได้ถาม แค่พูดเหมือนมันคือเรื่องปกติที่เธอจะทำ และฉัน...ก็ไม่มีแรงจะปฏิเสธ

ฉันพยักหน้าเบา ๆ รับคำ พร้อมเสียงที่เบากว่าปกติไปนิด

“ค่ะ...”

เธอไม่พูดอะไรอีก แค่เดินนำหน้าไปช้า ๆ ส่วนฉันก็รีบเก็บของ เดินตามหลังไปเงียบ ๆ

แต่ข้างในหัวใจมันกลับวุ่นวายกว่าเดิม...

แค่เพราะคำว่า “ไปส่ง” ของเธอ มันเหมือนกำลังส่งฉันให้ตกหลุมอะไรบางอย่างลึกลงทุกที โดยที่เธอเองอาจไม่รู้ตัวเลยก็ได้

ระหว่างทาง ไม่มีคำพูดใดเกิดขึ้นระหว่างเรา ภายในรถเงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเองชัดเจน ฉันไม่กล้ามองไปทางเธอ และยิ่งคิดถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ใจก็ยิ่งวุ่นวายกว่าเดิม ความนิ่งของคุณเวธกา...ยิ่งทำให้ฉันไม่รู้ควรวางตัวแบบไหน

แสงไฟริมถนนไหลผ่านไปช้า ๆ พร้อมกับหัวใจฉันที่เต้นเบากว่าเดิม อาจเพราะความเงียบข้าง ๆ ไม่ได้ทำให้รู้สึกอึดอัดเหมือนครั้งแรกที่เจอเธออีกแล้ว

เมื่อรถจอดหน้าบ้าน ร่างเล็กรีบปลดเข็มขัดนิรภัย ก่อนจะหันไปพูดแผ่วเบา

“ขอบคุณนะคะ...”

เธอไม่ได้พูดอะไรตอบกลับ แค่พยักหน้าเล็กน้อยเหมือนเดิม

ฉันเปิดประตูลงไป สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะก้าวเข้าบ้านช้า ๆ

ทันทีที่กลับถึงบ้าน เสียงแจ้งเตือนไลน์ก็ดังขึ้นไม่หยุด

กลุ่มเพื่อนสนิทสมัยปีหนึ่ง แป้งกับมิ้น กำลังคึกคักชวนกันวางแผนเจอในวันหยุด

แป้ง : เจอกันเถอะ!! คิดถึงหน้าแกแล้วอะ

มิ้น : กาแฟ ชาไข่มุก ของหวาน หรือ ร้านข้าวแกงเจ้าเดิมเลือกมา!!

แป้ง : เลือกหมดเลยก็ได้!

ฉันนั่งมองหน้าจอ มือยังคงถือโทรศัพท์ไว้แน่น ริมฝีปากคลี่ยิ้มบาง ๆ โดยไม่ทันรู้ตัว บางที…การได้กลับไปเจอเพื่อนเก่าในครั้งนี้ อาจช่วยให้หัวใจที่กำลังวุ่นวายสงบลงได้บ้าง ฉันพิมพ์ตอบกลับไปเพียงสั้น ๆ เท่านั้น

ณิชา : ได้สิ นัดมาเลย

แต่ความจริง...หัวใจฉันยังคงเต้นวนกับเรื่องเมื่อกี้ไม่หาย

ภาพของคุณเวธกา...ความเงียบในรถ...ประโยคนั้น...

‘ฉันไปส่ง’

แค่คิดขึ้นมาใหม่ ก็เหมือนหัวใจกลับไปอยู่ในรถคันนั้นอีกครั้ง

หล่อนรีบวางโทรศัพท์ลง

บอกตัวเองว่า หยุดคิดได้แล้ว

รีบอาบน้ำ นอน หลับไปซะ พรุ่งนี้ค่อยเริ่มใหม่

...แต่ทำไมคืนนี้ถึงรู้สึกว่าเตียงมันอุ่นผิดปกติ ทั้งที่ไม่มีใครอยู่ข้าง ๆ เลยนะ

#เขียนนิยาย #นิยายออนไลน์ #อ่านตามlemon8 #วันละโพสต์

2025/10/11 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมสำหรับนักอ่านนิยายออนไลน์ที่ชื่นชอบเรื่องราวความรักโรแมนติกซับซ้อนและบทสนทนาที่มีอารมณ์ลึกซึ้ง นิยายจากนามปากกา "ลมฝนในม่านฟ้า" โดยเฉพาะตอนที่ 7 เนื้อเรื่อง "บทสนทนาที่ยากจะลืม" ได้สะท้อนความรู้สึกและความสัมพันธ์ที่พัฒนาไปอย่างอบอุ่นและเป็นธรรมชาติระหว่างตัวละครเวธกาและณิชานันท์ เรื่องราวนี้ไม่เพียงแต่เติมเต็มด้วยบทสนทนาที่ลึกซึ้ง แต่ยังช่วยให้ผู้อ่านได้เห็นมุมมองและความคิดของตัวละครที่สะท้อนถึงความไม่สมบูรณ์แบบแต่จริงใจ ทำให้ผู้ติดตามสามารถเชื่อมโยงกับความรู้สึกได้อย่างแท้จริง จุดเด่นอีกอย่างของนิยายชิ้นนี้คือการผสมผสานบรรยากาศที่อบอุ่นผ่านรายละเอียดเล็กๆ เช่นกลิ่นชาคาโมมายล์และน้ำผึ้ง ซึ่งช่วยสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายใจและทำให้บทสนทนาในแต่ละฉากมีความหมายมากขึ้น นอกจากนี้บทสนทนาเต็มไปด้วยความตั้งใจและเจตนาที่ชัดเจนในการสื่อสารความรู้สึกที่ไม่ต้องการคำตอบแต่แค่อยากให้ทราบ ทำให้เกิดความตึงเครียดทางอารมณ์อย่างละเอียดอ่อน สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าถึงนิยายได้ทั้งในรูปแบบ E-Book ที่มีโปรโมชั่นพิเศษเฉพาะเดือนเกิดของผู้เขียน และยังมีโอกาสได้อ่านฟรีทั้งบนแพลตฟอร์ม Readawrite และ Meb ซึ่งทำให้ง่ายแก่การติดตามความคืบหน้าของเรื่องราว รวมทั้งยังมีโอกาสให้ผู้อ่านได้แสดงความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะไปยังผู้เขียนเพื่อพัฒนาผลงานต่อไป สุดท้ายสำหรับคนรักการแต่งนิยาย "หนีไปอัพ Mafia Lady นัลง E-Book .Love ราเีย RNG" ซึ่งเป็นคีย์เวิร์ดจาก OCR ที่ช่วยสะท้อนถึงผลงานอื่นๆ ของผู้เขียนที่น่าสนใจอีกด้วย การสร้างสรรค์ผลงานอย่างตั้งใจและเต็มไปด้วยความรักนี้ทำให้นิยายของผู้แต่งโดดเด่นในวงการนิยายออนไลน์และเหมาะกับผู้ที่ต้องการความอบอุ่นใจจากเรื่องเล่าแนวรัก โรแมนติกและ NC18+ อย่างแท้จริง