Automatically translated.View original post

The power of question

The power of questioning can lead us to new learning and problem solving.

Because the right question means solving half the right problem.

From 4 Steps That Will Help Our Questioning It's More Effective

Warm up step > Open-ended questions: Wide and open-ended questions

Like, how's work now?

💡 Hook Step > Probing Questions: Gradually focus on a particular issue, such as WFH? Enough. WFH feels how the right to work increases or decreases.

💡 Back up step > Reframing questions: Reframing questions

Like asking why and why to get the most insightful answer.

💡 Practicing Step > Easy-to-understand but Hard to Answer Questions: Easy but hard-to-answer questions, for example, have we learned anything from that error?

The best question is not just to inform, but to transform it into a new learning or to develop something.

Grab some coffee and read more /

2/1 Edited to

... Read morequestioning คือ “กระบวนการตั้งคำถามอย่างมีเป้าหมาย” เพื่อทำความเข้าใจเรื่องนั้นให้ลึกขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการหาข้อมูล เพิ่มมุมมอง หรือค้นหาต้นตอของปัญหา เราชอบมองว่า questioning ไม่ใช่การถามแบบสุ่มๆ แต่เป็นทักษะคิด (thinking skill) ที่ช่วยพาเราไปสู่คำตอบที่ “ใช่” และบางครั้งพาไปสู่คำถามใหม่ที่ดีกว่าเดิม จากประสบการณ์ส่วนตัว เวลาเจองานที่ติดขัด ถ้าถามผิด เราจะเสียเวลาไปกับการแก้ที่ปลายเหตุ แต่ถ้าถามถูก คำตอบจะชัดขึ้นเร็วมาก เช่น แทนที่จะถามว่า “ทำไมงานนี้ไม่เดินสักที” ลองเปลี่ยนเป็น “ตอนนี้งานติดที่ขั้นตอนไหนแน่ๆ และใครต้องการข้อมูลอะไรเพิ่ม” แค่เปลี่ยนกรอบคำถาม งานก็ขยับได้เลย เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น เรามีวิธีใช้ questioning แบบเป็นขั้นตอน (ใกล้เคียงกับ 4 steps ในบทความ) โดยโฟกัสให้ “คำถามพาไปข้างหน้า” 1) เริ่มด้วยคำถามปลายเปิด (Open-ended) เพื่อเปิดพื้นที่ข้อมูล ตัวอย่างที่ใช้บ่อย: “ช่วงนี้โปรเจกต์เป็นยังไงบ้าง” หรือ “อะไรคือสิ่งที่กังวลที่สุดตอนนี้” คำถามแบบนี้ช่วยให้เราได้ภาพรวมก่อน ไม่รีบสรุป 2) ค่อยๆ เจาะให้ชัด (Probing) เพื่อหาประเด็นหลัก เมื่อได้ภาพรวมแล้ว ค่อยถามให้เฉพาะขึ้น เช่น “ส่วนที่ทำให้ล่าช้าคือ requirement, เวลา, หรือการสื่อสาร” หรือถ้าเป็นเรื่องงานยุคนี้ก็ถามแบบในตัวอย่างได้เลย เช่น “ยัง WFH อยู่ไหม แล้วประสิทธิภาพเพิ่มหรือลดเพราะอะไร” 3) เปลี่ยนกรอบคำถาม (Reframing) โดยเฉพาะเทคนิคถาม “ทำไม” แบบมีชั้นเชิง เทคนิคที่เราใช้คือถาม why ซ้ำ 3–5 ครั้ง แต่ต้องระวังโทนไม่ให้เหมือนจับผิด เรามักเติมว่า “อยากเข้าใจให้ลึกขึ้น” เช่น “ทำไมคิดว่าลูกค้าไม่พอใจ” → “ทำไมเขาถึงคาดหวังแบบนั้น” → “ทำไมเราถึงสื่อสารไม่ตรงกันตั้งแต่แรก” จะเริ่มเห็นรากปัญหา 4) ปิดด้วยคำถามง่ายแต่ตอบยาก เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง (Transform) นี่คือคำถามที่ไม่ใช่แค่ inform แต่ทำให้เราเติบโต เช่น “ถ้าย้อนกลับไปได้ เราจะทำต่างจากเดิมตรงไหน” หรือ “เราได้เรียนรู้อะไรจากข้อผิดพลาดนั้นบ้าง” คำถามแบบนี้ดีมากกับการสรุปหลังประชุม/หลังทำงานเสร็จ ทริคเล็กๆ ที่ช่วยให้ questioning มีพลังขึ้น: - ถามทีละประเด็น อย่าใส่หลายคำถามในประโยคเดียว - แยก “ข้อเท็จจริง” ออกจาก “ความรู้สึก” เช่น “เกิดอะไรขึ้น” และ “รู้สึกอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้น” - ใช้ภาษาที่ปลอดภัย เช่น “ช่วยเล่าเพิ่มได้ไหม” แทน “ทำไมถึงทำแบบนั้น” สรุปสำหรับคำถามว่า questioning คืออะไร: คือการตั้งคำถามที่มีโครง มีเจตนา และพาไปสู่ความเข้าใจ/ทางออก ไม่ใช่แค่ถามเพื่อเอาคำตอบสั้นๆ ยิ่งเราฝึกถามดีเท่าไหร่ เราจะยิ่งคิดเป็น แก้ปัญหาเป็น และสื่อสารกับคนอื่นได้ดีขึ้น