มาไทยแล้วจะแข่งกับใคร? กับผู้เล่นหน้าใหม่อย่าง Sushi Ginza Onodera จะรอดมั้ยในสงครามซูชิสายพาน #ลงทุน #เที่ยวญี่ปุ่น #sushi #onodera #maguro
หลังได้ลองทานที่ Sushi Ginza Onodera แล้ว ผมรู้สึกว่าการบุกตลาดซูชิสายพานในไทยของร้านนี้มีความน่าสนใจมาก ร้านเลือกวัตถุดิบคุณภาพพรีเมียมจากญี่ปุ่นอย่างปลาทูน่าจากยามายูกิและใช้ข้าวแดงแทนข้าวปกติบนสายพานซูชิ ซึ่งสร้างความโดดเด่นและให้ประสบการณ์การทานที่แตกต่างจากร้านอื่นอย่างเห็นได้ชัด จุดสำคัญที่ทำให้ Onodera น่าจะรอดจากสงครามซูชิสายพานในไทย คือการออกแบบพื้นที่ร้านที่มีช่องว่างตรงกลาง ให้ความรู้สึกหรูหราและไม่แออัด ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ส่งเสริมบรรยากาศการทานซูชิแบบโอมากาเสะแต่ราคาย่อมเยาว์ เหมาะกับลูกค้าระดับกลาง-บนที่ต้องการคุณภาพดีแต่ยังควบคุมงบประมาณได้ ซูชิในร้านส่วนใหญ่จะมีราคาเฉลี่ยต่อหัว 300-900 บาท ซึ่งแบ่งระดับชั้นของวัตถุดิบ ตั้งแต่ Entry-Level Luxury ไปจนถึงเทียร์พรีเมียม ที่ตอบโจทย์ความหลากหลายของลูกค้า ข้อได้เปรียบอีกอย่างคือการที่บริษัทแม่ของ Sushi Ginza Onodera มีชื่อเสียงและมีเครือข่ายที่แข็งแกร่ง ทั้งในญี่ปุ่นและหลายประเทศทั่วโลก อย่างไรก็ตามการมาไทยครั้งนี้ก็ท้าทาย เพราะตลาดซูชิสายพานที่นี่มีหลายแบรนด์แข็งแรง ทั้ง Genki Sushi และรายการร้านดังอื่นๆ ที่เตรียมขยายสาขาอย่างหนัก ผู้บริโภคชาวไทยก็เริ่มคุ้นเคยกับรูปแบบการทานซูชิสายพานมากขึ้น การที่ Onodera สามารถสร้างความแตกต่างด้วยคุณภาพและบรรยากาศร้าน จะช่วยดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่มองหาประสบการณ์ซูชิที่หรูหรากว่าหลายๆ ร้าน ถ้ามองในแง่การลงทุนและการเติบโต ผมเห็นว่า Onodera มีโอกาสสูงที่จะสร้างฐานลูกค้าที่มั่นคงในตลาดซูชิสายพานไทย ด้วยความเป็นเอกลักษณ์และการสนับสนุนจากบริษัทใหญ่ การมาเปิดในราคาเข้าถึงได้แต่คุณภาพใกล้เคียงโอมากาเสะน่าจะตอบโจทย์ตลาดได้ดีในระยะยาว สรุปแล้วสำหรับคนที่ชื่นชอบซูชิ หรือกำลังมองหาร้านซูชิสายพานแบบใหม่ การมาลอง Sushi Ginza Onodera ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมาก แถมยังเป็นโอกาสให้เราได้เปรียบเทียบซูชิระดับพรีเมียมกับเจ้าอื่นๆที่กำลังแข่งในตลาดนี้ด้วย ใครสนใจลองไปต่อคิวแล้วมาแชร์ประสบการณ์กันดูครับ!



