หยุดแถมของแบบเดิมๆ❌
เคยไหมคะ? ซื้อผักแถมผัก ซื้อผลไม้แถมผลไม้... การแถมแบบเดิมๆ บางทีลูกค้าก็เอาไปวางทิ้งไว้ในตู้เย็นจนเน่า หรือบางทีเขาก็ไม่ได้อยากได้เพิ่มขนาดนั้น
ในฐานะที่หนูเรียน MBI (นวัตกรรมธุรกิจ) มา สิ่งหนึ่งที่อยากชวนพี่ๆ แม่ค้ามาลองปรับใช้คือการมอง Customer Journey หรือ "เส้นทางของลูกค้า" ค่ะ
ลองคิดดูว่า... หลังจากที่ลูกค้าเดินออกจากร้านเราไปแล้ว เขาต้องไปทำอะไรต่อ? 🚶♀️💨
✅ ตัวอย่างเช่น "ร้านหมี่ไก่ฉีก" ของหนู:
ถ้าลูกค้าซื้อหมี่กลับไปกินที่ทำงาน สิ่งที่เขาจะเจอแน่ๆ คือ "คอแห้ง" หรือ "เผ็ดนัวจนอยากหาอะไรตัดเลี่ยน"
• การแถมแบบเดิม: แถมลูกชิ้นเพิ่ม 1 ลูก (ต้นทุนเราเพิ่ม แต่ลูกค้าอาจจะไม่ได้ว้าวขนาดนั้น)
• การแถมตาม Journey: แถม "แตงกวาสไลด์แช่เย็น" หรือ "ลูกอมดับกลิ่นปาก" เล็กๆ สักเม็ด
✨ ทำไมทำแบบนี้ถึงได้ใจกว่า?
1. แก้ Pain Point: เราเข้าไปช่วยแก้ปัญหาที่เขาต้องเจอแน่ๆ หลังจากซื้อไป
2. สร้าง Peak-End Rule: ความประทับใจสุดท้ายก่อนจบมื้ออาหาร คือสิ่งที่เขาจะจำได้แม่นที่สุด และนั่นแหละค่ะที่จะทำให้เขากดสั่งร้านเราซ้ำในวันพรุ่งนี้!
การตลาดที่จริงใจที่สุด คือการ "คิดเผื่อ" ลูกค้าค่ะ
ไม่ต้องแถมของแพง แต่แถมของที่เขา "ต้องได้ใช้" รับรองว่าลูกค้าหนีไปร้านอื่นไม่พ้นแน่นอน!
ใครมีไอเดียแถมของแบบแปลกๆ แต่ได้ใจลูกค้าบ้าง? มาเม้าท์ให้หนูฟังหน่อยนะคะ 👇💖
#มหาบัณฑิตศิษย์ตลาดสด #ปโทหน้าแผง #CustomerJourney #ทริคขายของ #แม่ค้ามือใหม่ #บริหารธุรกิจ #หมี่ไก่ฉีก #ServiceDesign
จากประสบการณ์ที่ได้ลองใช้แนวคิด Customer Journey ในการให้ของแถมนั้น พบว่าการทำความเข้าใจว่าลูกค้าจะไปทำอะไรต่อหลังจากซื้อสินค้าไป เป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เราวางแผนเพิ่มมูลค่าให้กับการแถมของอย่างได้ผลจริงๆ เช่นเดียวกับร้านหมี่ไก่ฉีกที่หยิบเอาปัจจัยความรู้สึกของลูกค้าในช่วงเวลาหลังอาหารมาแก้ไขตรงจุด โดยการแถมแตงกวาสไลซ์แช่เย็นหรือเม็ดลูกอมเล็กๆ เพื่อช่วยลดรสเผ็ดหรือความแห้งคอ แทนที่จะเป็นของแถมที่ลูกค้าอาจไม่ได้ใช้หรือกลายเป็นขยะในตู้เย็นอย่างผักหรือผลไม้ซ้ำตามเดิม สิ่งที่ชอบจากวิธีนี้คือการที่มันไม่ได้เพิ่มภาระต้นทุนแต่อย่างใด แถมมอบความสะดวกให้ลูกค้าในรูปแบบเล็กๆ ที่ลูกค้ารู้สึกว่าเราใส่ใจและรู้ใจพวกเขาจริงๆ นอกจากนี้การสร้าง "Peak-End Rule" ให้ลูกค้ามีภาพจำที่ดีในช่วงท้ายนับว่ามีผลต่อความภักดีอย่างมาก เพราะความประทับใจครั้งสุดท้ายจำง่ายและมักมีบทบาทในการตัดสินใจกลับมาซื้อซ้ำ ในฐานะแม่ค้าเองเรายังสามารถประยุกต์ใช้เทคนิคนี้ได้กับสินค้าหลายประเภท เช่น การแถมทิชชู่เปียกเล็ก ๆ เมื่อลูกค้าซื้ออาหารขบเคี้ยว หรือแถมน้ำจิ้มสูตรพิเศษที่เหมาะกับอาหารแต่ละชนิด เคล็ดลับเพิ่มเติมคือควรฟังเสียงลูกค้าผ่านการสอบถามหรือสังเกตพฤติกรรมหลังขาย เพื่อนำข้อมูลมาปรับแต่งของแถมให้ตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริง การทำตลาดแบบคิดเผื่อแบบนี้จึงทำให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกเชื่อใจและกลับมาอุดหนุนกันอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญ มันทำให้กิจการของเรามีความโดดเด่นจากคู่แข่งที่ยังยึดติดกับการแถมของแบบเดิมๆ ที่ลูกค้าเบื่อและไม่อยากได้ ปัจจุบันการขายไม่ได้แค่การปิดการขายเท่านั้น แต่หมายถึงการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า การแถมของให้ตรงกับการเดินทางของลูกค้า (Customer Journey) คือกลยุทธ์เล็กๆ ที่ส่งผลยิ่งใหญ่ในการทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน
























