ความดันโลหิต คืออะไร?
ความดันโลหิต หมายถึง แรงดันของกระแสเลือดที่กระทบต่อผนังหลอดเลือดแดงที่เกิดจากการสูบฉีดเลือดของหัวใจ ส่วน ‘ความดันโลหิตสูง’ มีสาเหตุมาจากการที่หลอดเลือดแดงเสื่อมสภาพ ซึ่งนำไปสู่ภาวะการแข็งตัวและการตีบตันของหลอดเลือด ภาวะนี้เป็นตัวบ่งชี้ที่สัมพันธ์กับการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไต และโรคอื่นๆ ในระบบการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด ทั้งนี้ ความดันโลหิตสูงอา จเกิดจากพฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสม การออกกำลังกายที่ไม่เพียงพอ การมีน้ำหนักตัวที่มากเกินไปหรือเป็นโรคอ้วน การสูบบุหรี่ รวมถึงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
เป็น “โรคความดันโลหิตสูง” หรือยัง วัดจากอะไร?
การจะรู้ว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูงหรือไม่นั้น ต้องวัดความดันโลหิตด้วยเครื่องวัดความดัน โดยค่าความดันที่ได้จะมีอยู่ 2 ค่า คือ
• ค่าความดันตัวบน ซึ่งเกิดจากแรงดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว
• ค่าความดันตัวล่าง ซึ่งเกิดจากแรงดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัว
📌 วิธีลดความเสี่ยงการเกิดโรคความดันโลหิตสูง
การดูแลตนเองเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคความดันโลหิตสูง สามารถทำได้โดยการใส่ใจสุขภาพและลดพฤติกรรมบางอย่าง เช่น
1.การกินอาหาร
• ลดการกินอาหารโซเดียมสูง เช่น อาหารแปรรูป อาหารปรุงสำเร็จ เบเกอร์รี
• ลดการกินอาหารไขมันสูง เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน อาหารทอดหรือผัดน้ำมัน กะทิ โดยไม่ควรกินเกิน 30% ของปริมาณอาหารในแต่ละมื้อ
• ลดการกินอาหารน้ำตาลสูง เช่น ขนมหวาน น้ำหวานชงดื่ม ไอศกรีม ผลไม้รสหวาน เพราะน้ำตาลส่วนเกินจะถูกเก็บสะสมไว้ในรูปของไขมัน ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะไขมันในเลือดสูงและนำไปสู่การเกิดโรคความดันโลหิตสูงได้ในที่สุด
• เพิ่มการกินผักและผลไม้ไม่หวานให้มากขึ้น โดยให้มีสัดส่วนเป็นครึ่งหนึ่งในแต่ละมื้ออาหาร
2. การออกกำลังกาย
การออกกำลังกาย มีส่วนสำคัญอย่างมากในการป้องกันและลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูง เช่น
• การออกกำลังกายแบบแอโรบิก (aerobic
• การออกกำลังกายแบบโยคะ (yoka exercise)
งดการสูบบุหรี่ งดการดื่มแอลกอฮอล์
📌 โดยทั่วไปแล้ว ผู้ป่วยโรค ความดันโลหิตสูงกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ จะป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุและไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า ทำให้กว่าจะพบโรคก็อาจเป็นในระยะที่รุนแรงแล้ว เราทุกคนจึงควรดูแลตัวเองด้วยการกินอาหารที่เหมาะสม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และงดหรือลดปัจจัยต่างๆ ที่จะก่อให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูง รวมถึงควรตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อให้รู้เท่าทันความเสื่อมของร่างกาย และรู้ว่าเรากำลังมีความเสี่ยงของโรคอะไรอยู่บ้าง จะได้รีบป้องกันหรือทำการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ
ความดันโลหิตสูง (High Blood Pressure) ถือเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยและส่งผลกระทบต่อระบบหลอดเลือดและหัวใจอย่างรุนแรง หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ภาวะนี้สามารถนำไปสู่โรคหัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมอง และโรคไตเรื้อรังได้ การมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องความดันโลหิตสูง จึงมีความสำคัญมาก นอกจากการวัดความดันเป็นประจำแล้ว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมชีวิตประจำวันก็ช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมาก ตัวอย่างเช่น การจำกัดการบริโภคอาหารที่มีโซเดียมสูง เนื่องจากโซเดียมทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำมากขึ้น ส่งผลให้ความดันโลหิตสูงตามมา ผู้ที่ต้องการลดความเสี่ยงควรเลือกทานอาหารสด และลดการบริโภคอาหารแปรรูป อาหารสำเร็จรูป รวมถึงควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทเบเกอรี่ที่มีปริมาณเกลือสูงแฝงอยู่ นอกจากนี้ การควบคุมไขมันในอาหารก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะไขมันทรานส์และไขมันอิ่มตัวที่พบในอาหารทอดหรืออาหารที่ปรุงด้วยน้ำมันกะทิ ซึ่งหากรับประทานมากเกินไปอาจทำให้หลอดเลือดแดงตีบตันได้ ในส่วนของน้ำตาล ควรระวังไม่ให้บริโภคเกินความจำเป็น เช่น ขนมหวาน น้ำหวาน ไอศกรีม หรือผลไม้รสหวานที่เพิ่มน้ำตาล เพราะน้ำตาลส่วนเกินจะกลายเป็นไขมันสะสมในร่างกาย ทำให้เกิดภาวะไขมันในเลือดสูงและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดความดันโลหิตสูง การออกกำลังกายเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยป้องกันความดันโลหิตสูงได้ดี การออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น การเดินเร็ว วิ่งเหยาะ หรือปั่นจักรยาน ช่วยเสริมสร้างสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการออกกำลังกายแบบโยคะยังช่วยผ่อนคลาย ลดความเครียดและความดันโลหิตได้ ควรงดหรือหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ เพราะสารพิษในบุหรี่และแอลกอฮอล์ ทำให้หลอดเลือดเสียหายและเพิ่มความดันโลหิตสูงได้อย่างรวดเร็ว สิ่งสำคัญที่ผู้คนมักไม่รู้คือ โรคความดันโลหิตสูงเกิน 90% มักไม่แสดงอาการเตือนล่วงหน้า ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้ตัวจนเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงตามมา ดังนั้นการตรวจสุขภาพเป็นประจำจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันการเสื่อมสภาพของหลอดเลือดและหัวใจได้อย่างทันท่วงที สุดท้ายนี้ การนำความรู้เรื่องความดันโลหิตสูงไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน พร้อมทั้งมีวินัยในการดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ทุกคนสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคได้อย่างยั่งยืน และมีชีวิตที่มีคุณภาพดีขึ้นในระยะยาว
