ความเชื่อและการเลี้ยงดูที่แตกต่าง
หลายครั้งที่ได้ยินการพูดคุยเรื่องการเลี้ยงลูก ไม่ว่าจะเป็นการให้นมแม่หรือนมผง การให้นมทุกกี่ชั่วโมง ท่าในการให้นม เริ่มกินอาหารบดตอนอายุกี่เดือน ฯลฯ ซึ่งเราก็เพิ่งรู้ว่าไทยกับไต้หวันมีความแตกต่างกันพอสมควรตอนที่มีลูกแล้วนะ เราได้เรียนรู้เรื่องพวกนี้จากศูนย์อยู่เดือนที่เราไปอยู่หลังคลอด ที่นั่นจะช่วยปรับการกินนมของลูกตั้งแต่เริ่มต้น โดยพยาบาลจ ะ
ป้อนนมทุก 4 ชั่วโมง - และจะให้ในปริมาณที่เค้าจะอยู่ท้องจนถึง 4 ชั่วโมงด้วย ซึ่งจากที่เราถามเพื่อนที่ไทย ที่ไทยจะให้นมทุก 2-3 ชั่วโมง ปริมาณนมต่อมื้อก็จะน้อยกว่า สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกโอเคกับการให้นมทุก 4 ชั่วโมงคือ ลูกได้กินอิ่มและหลับต่อรอบยาวกว่า เราก็มีเวลาปั๊มนมและพักผ่อนมากขึ้น รู้สึกไม่ตึงเครียดจนเกินไป และจากการกินนมทุก 4 ชั่วโมงนี้ ทำให้เราปั๊มนมทุก 4 ชั่วโมงเช่นกันนะคะ
นมแม่หรือนมผง - แน่นอนว่าส่วนใหญ่จะแนะนำให้กินนมแม่เนอะ แต่ด้วยความที่รอบปั๊มนมแต่ละรอบของเราห่าง รอบปั๊มแต่ละวันน้อยด้วยหรือเปล่าไม่รู้นะคะ นมเราจะไม่ค่อยพอเท่าไหร่ เราจะมีเสริมนมผงให้ลูกด้วยวันละมื้อ ซึ่งเรารู้สึกว่าการทำแบบนี้ทำให้เราไม่เครียดเกินไป ลูกยังได้กินนมแม่เป็นหลักในปริมาณที่เรามี และลูกก็ยังอิ่มทุกม ื้อ
เข้าเต้าหรือให้ขวด - ของเราจะเข้าเต้าก่อนเพื่อดูดกระตุ้น แล้วให้ขวดต่อนะคะ เพราะนมเราน้อย เข้าเต้าแล้วลูกขัดใจตลอด เพราะลูกต้องการกินนมเร็วๆ แบบ 5 นาทีอิ่มได้ประมาณนั้น 😄 จึงต้องให้เข้าเต้าเพื่อดูดกระตุ้น และกินนมจากขวดให้ถึงปริมาณในแต่ละมื้อต่อค่ะ
นอนหรือนั่งกินนม - พยาบาลที่ศูนย์อยู่เดือนหลังคลอดสอนให้เราจับลูกนั่งกินนมจ้า ซึ่งเราไม่เคยเห็นในไทยเลยนะ ตอนแรกเราก็งง แต่พอเราลองทำตามแล้วรู้สึกว่าลูกกินนมได้ดี และไม่ค่อยแหวะนมเท่าไหร่ และด้วยความที่กินนมปริมาณเยอะในแต่ละมื้อ ช่วงที่ลูกยังเป็นเด็กอ่อนมากๆ เราจะตบเรอหลังกินนมทุก 30 ml เพื่อให้ลูกกินนมช้าลง และลดอาการท้องอืด รวมทั้งจะให้นั่งเอี่ยง 45 องศา 20 นาทีหลังกินนมทุกมื้อ แล้วจึงให้นอนราบ
ให้อาหารบดตอน 4 เดือน - หมอที่ไต้หวันจะเริ่มประเมินความพร้อมในการกินอาหารบดของลูกตั้งแต่ 4 เดือนนะคะ โดยจะเริ่มจากปริมาณน้อยๆในแต่ละวันก่อน และเพิ่มปริมาณไปเรื่อยๆ รวมทั้งเปลี่ยนชนิดของอาหารที่กินเรื่อยๆนะคะ เพื่อให้เค้าได้กินอะไรแปลกใหม่ตลอด กระตุ้นความอยากอาหารและทำให้เค้ากินอาหารได้ดีขึ้นในอนาคต
จากข้อมูลข้างบน มีความแตกต่างจากข้อมูลในไทยเยอะพอสมควรเลยใช่ไหมคะ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการประเมินของหมอ และร่างกายของเด็กแต่ละคนด้วยว่าจะเหมาะกับแบบไหน เป็นกำลังใจให้แม่ลูกอ่อนนอนน้อยทุกคนนะคะ














