ครม.อนุทิน 1: คณะรัฐมนตรีเหมือนร้านบุฟเฟต์
“ครม.อนุทิน 1: คณะรัฐมนตรีเหมือนร้านบุฟเฟต์ – หยิบเอาแต่คนกันเอง”
โดย:aekdon
ประกาศราชกิจจาฯ แต่งตั้งรัฐมนตรีชุดใหม่ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กลายเป็นเหมือน “ภาพสะท้อนการเมืองไทย” ที่เราเห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่า …จนบางครั้งไม่รู้ว่านี่คือการเมืองจริงหรือซิทคอมตลกร้าย
คณะรัฐมนตรี: รายชื่อยาวเหมือนเมนูบุฟเฟต์
การ แต่งตั้งรัฐมนตรีรอบนี้ ชื่อแต่ละคนที่โผล่เข้ามาไม่ได้ทำให้คนแปลกใจนัก เพราะวนเวียนอยู่ในวงโคจรการเมืองไทยมานานเหมือนดาวเทียมที่ไม่มีวันหลุดวงโคจร — ต่างกันก็เพียงตำแหน่ง “โต๊ะนั่ง” ในงานเลี้ยงอำนาจเท่านั้น
ใครเป็นใคร?
ธรรมนัส ที่คนเคยร้องยี้ กลับมาในตำแหน่งใหญ่โต
สุชาติ ชมกลิ่น คนพูดเก่งก็ได้เป็นเจ้ากระทรวงใหญ่
พิพัฒน์ – โสภณ – บวรศักดิ์ ผลัดกันขึ้นแท่นรองนายกฯ คล้ายแข่งเก้าอี้ดนตรี
อนุทิน เองก็ไม่พลาด เก็บกระทรวงมหาดไทยไว้ในมือเหมือนหีบสมบัติ
การเมืองไทย = การจัดเก้าอี้
ปรากฏการณ์ที่เราเห็นคือ “การเมืองแบบเก้าอี้มาก่อนคุณสมบัติ” คือใครไม่รู้ว่ามีผลงานอะไร แต่ต้องมีตำแหน่ง เพราะการจัดเก้าอี้ไม่ใช่เรื่องความสามารถ แต ่คือการ “เคลียร์พื้นที่” และ “คืนบุญคุณ” ในเชิงการเมือง
สังคมไทยเลยได้เรียนรู้ว่า รัฐมนตรีคือ:
นักการเมืองสายคอนเน็กชัน มากกว่านักบริหาร
นักต่อรองตำแหน่ง มากกว่านักวางนโยบาย
นักเล่นกลยุทธ์ มากกว่านักแก้ปัญหาประชาชน
การเมืองไทยคือธุรกิจครอบครัว?
บางชื่อที่โผล่มา เหมือนรายชื่อ “ญาติในตระกูล” มากกว่าทีมผู้บริหารชาติ การเมืองไทยจึงไม่ต่างจาก “บริษัทมหาชนจำกัด (แต่คนดูแลเป็นเครือญาติ)” ที่เป้าหมายหลักไม่ใช่การสร้างอนาคตให้คนทั้งประเทศ แต่คือการแบ่งเค้กก้อนใหญ่ให้ลงตัว
วิเคราะห์: เมื่ออนุทินก้าวขึ้นเป็นนายกฯ
สิ่งที่ต้องจับตา:
เสถียรภาพรัฐบาล อาจไม่ได้มาจากนโยบาย แต่จากการ “ประคองผลประโยชน์” ของพรรคร่วม
กระทรวงมหาดไทย ในมืออนุทิน หมายถึงการคุมหัวใจของระบบอำนาจ ไม่ต่างจากการได้กุญแจคลังสมบัติ
ภาพลักษณ์รัฐบาล ที่แม้จะใหม่ แต่ชื่อเสียงหลายคนคือ “หน้าเก่า” ที่ทำให้คนเบื่อก่อนเริ่มงาน
บทสรุป: รัฐบาลใหม่ แต่หนังเรื่องเดิม
การเมืองไทยภายใต้ “ครม.อนุทิน 1” ไม่ต่างจากการเอาละครน้ำเน่ากลับมาฉายซ้ำ เพียงแต่เปลี่ยนชื่อตอน เปลี่ยนฉากหลัง แล้วบอกประชาชนว่า “นี่คือยุคใหม่”
สุดท้าย… ประชาชนก็ยังต้องทนดูนักแสดงชุดเดิม
เพียงแต่วันนี้ พวกเขากำลังเล่นบทที่ใหญ่กว่าเดิม
และค่าตั๋วที่คนดูจ่าย ก็คือภาษีของเรานี่เอง
https://news-wanmai.blogspot.com/2025/09/1.html
















































