แกงอ้อมบอนหวาน
ใครที่ค้นหา “แกงบอน” แล้วไม่แน่ใจว่าแกงบอนหวานคืออะไร บอกเลยว่าเป็นแกงพื้นบ้านที่รสจะนัวๆ หวานนิด เค็มหน่อย มันจากกะทิ (บางบ้านไม่ใส่กะทิก็มี) จุดยากของเมนูนี้ไม่ใช่การปรุงรส แต่คือ “การเตรียมบอน” ให้กินแล้วไม่คันคอค่ะ 1) แกงบอนหวานต่างจากแกงบอนทั่วไปยังไง สำหรับบ้านเรา แกงบอนหวานจะเน้นความกลมกล่อม หวานปลายๆ จากน้ำตาลปี๊บหรือมะพร้าว/กะทิ และกลิ่นหอมของเครื่องแกง ไม่เผ็ดโดด รสจะนุ่มๆ กินกับข้าวสวยร้อนๆ อร่อยมาก เหมาะกับคนที่ไม่กินเผ็ดด้วย 2) เลือก “บอน” ยังไงให้แกงอร่อย - เลือกก้าน/ไหลบอนที่ยังอ่อน สีไม่คล้ำมาก ผิวไม่ช้ำ - ถ้าเป็นบอนแก่ เนื้อจะเหนียวและคันง่ายขึ้น - ถ้าซื้อจากตลาด เลือกที่คนขายปอกแล้วจะสะดวก แต่ยังต้องล้างและเตรียมอีกทีนะคะ 3) เคล็ดลับสำคัญ: เตรียมบอนให้ “ไม่คัน” อันนี้คือหัวใจเลยค่ะ - ปอกเปลือกให้หมดจด แล้วหั่นเป็นท่อนพอดีคำ - ล้างน้ำหลายๆ รอบจนเมือกออก - ต้มบอนในน้ำเดือดใส่เกลือ (หรือใส่น้ำปูนใสเล็กน้อยถ้ามี) แล้วเทน้ำทิ้ง 1 รอบ จากนั้นล้างอีกครั้ง - บางบ้านจะบีบมะขามเปียก/ใส่ใบมะกรูดตอนต้ม ช่วยลดกลิ่นและความคันได้ ถ้ายังไม่มั่นใจ แนะนำต้มทิ้งน้ำ 2 รอบได้เลยค่ะ ปลอดภัยกว่า 4) แนวทางปรุงแกงบอนหวานให้นัว - ผัดพริกแกงกับหัวกะทิให้หอม (หรือใช้น้ำมันนิดหน่อยถ้าไม่ใส่กะทิ) - ใส่โปรตีนตามชอบ เช่น กุ้งแห้ง ปลาย่าง หมู หรือจะทำแบบมังสวิรัติก็ได้ - เติมหางกะทิ/น้ำซุป แล้วใส่บอนที่ต้มไว้ เคี่ยวให้เข้าเนื้อ - ปรุงรสด้วยน้ำปลา เกลือ และน้ำตาลปี๊บ “ค่อยๆ ใส่” ชิมให้ได้หวานนิดเค็มหน่อย กลมกล่อม - ปิดท้ายด้วยใบแมงลัก/ใบชะพลู (แล้วแต่สูตรบ้าน) เพิ่มความหอม 5) ทริคเวลาเสิร์ฟให้อร่อยขึ้น แกงบอนอร่อยสุดตอนร้อนๆ และยิ่งพักให้เครื่องแกงเข้ากันสักครู่ รสจะนัวขึ้น กินคู่ไข่เจียวหรือปลาทอดคือเข้ากันมากค่ะ ถ้าใครเคยพลาดทำแล้วคันคอ ส่วนใหญ่เกิดจากขั้นตอนต้ม/ล้างบอนยังไม่พอ ลองเพิ่มรอบต้มทิ้งน้ำและล้างให้สะอาดขึ้น รับรองว่าแกงบอนหวานจะกลายเป็นเมนูโปรดได้เลยค่ะ








