สิ่งทั้งปวงที่เรารู้ในเรื่องโลกได้คือประสบการณ์ของเรากับสิ่งนั้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ ขันธ์ ๕ อันได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ
บางครั้งในหลาย ๆ พระสูตร กล่าวถึงขันธ์ ๕ ว่าเป็น 'ที่ตั้งของความยึดมั่นถือมั่น' พระพุทธองค์ตรัสสอนว่า หากผู้ใดหลงเพลินอยู่กับเสน่ห์ของสิ่งอันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่น ตัณหาย่อมเพิ่ม เราย่อมยึดมั่นถือมั่นในสิ่งนั้น และผลที่ตามมาคื อทุกข์ ชีวิตที่เวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏโดยขาดการรู้แจ้งเห็นจริง ย่อมได้รับการหล่อเลี้ยงอยู่ตลอดจากความเคยชินที่จะติดอยู่กับเสน่ห์ของขันธ์ห้า เปรียบได้กับต้นไม้ใหญ่ที่ได้รับน้ำเลี้ยงสม่ำเสมอจากรากที่แผ่กว้างในพื้นดิน
ในทางกลับกัน การพิจารณาเห็นโทษของความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ อันเป็นที่ตั้งของความยึดมั่นถือมั่นนั้น ทำให้ตัณหาดับไปหรือไม่เกิดขึ้นอีก ครั้นตัณหาไม่เกิด ความยึดมั่นถือมั่นย่อมไม่เกิด ส่งผลให้ ‘กองทุกข์ทั้งมวล’ ไม่เกิดขึ้นด้วย ข้อนี้พระพุทธองค์ทรงอุปมาว่า ดังบุคคลโค่นไม้ใหญ่ ขุดรากถอนโคนออก ถากไม้เป็นชิ้น ๆ ผึ่งให้แห้งด้วยลมและแดด แล้วเผาจนเป็นเถ้า จากนั้นโปรยเถ้าในลมแรง หรือลอยลงแม่น้ำอันเชี่ยวกราก ด้วยเหตุนี้ บุคคลนั้นจึงมั่นใจได้ว่า ต้นไม้เดิมจะไม่งอกกลับมาอี ก
ธรรมะคำสอน โดย
#พระอาจารย์ชยสาโร
แปลถอดความ โดย ศิษย์ทีมสื่อดิจิทัลฯ
















































